คณะกรรมการฯ มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 2.50% เป็น 2.25% ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่เรามองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 25bps ในปีนี้
Markets
Macro Making Sense – 17 ต.ค. 2567

สรุปประเด็นการประชุม กนง. ครั้งที่ 5/2567
- คณะกรรมการมองว่า เศรษฐกิจในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากภาคการท่องเที่ยว และการบริโภค ส่วนภาคเอกชนซึ่งได้รับแรงส่งเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคณะกรรมการปรับประมาณการเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2.6% เป็น 2.7% ในปีนี้ แต่ปรับปีหน้าลงจาก 3.0% เป็น 2.9% ทั้งนี้ เศรษฐกิจฟื้นตัวแตกต่างกันในแต่ละภาคส่วน โดยการส่งออกสินค้าและการผลิตภาคอุตสาหกรรมบางกลุ่ม รวมถึง SMEs ยังถูกกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง
- คณะกรรมการยังมองว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงปลายปี 2024 และมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำส่วนหนึ่งจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น การแข่งขันด้านราคาที่อยู่ในระดับสูงจากสินค้านำเข้า ทั้งนี้ คณะกรรมการปรับ ประมาณการเงินเฟ้อลดลง โดยมองว่าเงินเฟ้อปีนี้จะอยู่ที่ 0.5% แต่ปีหน้าให้คงตัวที่ 1.2%
- คณะกรรมการกังวลกับภาวะการเงินตึงตัวค่อนข้างชัดเจน โดยเงินบาทแข็งค่าตามทิศทางนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก สินเชื่อโดยรวมชะลอลง และคุณภาพสินเชื่อปรับด้อยลงโดยเฉพาะธุรกิจ SMEs และครัวเรือนที่รายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และมีภาระหนี้สูง
- ด้านเสถียรภาพการเงิน คณะกรรมการมองว่ากระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ (debt deleveraging) มีแนวโน้มเกิดขึ้นต่อเนื่องภายใต้บริบทที่สินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้
- เรามองว่า การตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยแสดงให้เห็นถึงความกังวลของ ธปท. ต่อภาวะการเงินที่ตึงตัว โดยสินเชื่อโดยรวมชะลอลงจากที่เร่งไปในช่วงก่อน ขณะที่คุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงเพิ่มขึ้นแต่เริ่ม stabilize ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ได้บ้าง และไม่เป็นอุปสรรคต่อการ deleveraging ภายใต้บริบทที่สินเชื่อขยายตัวชะลอลง
- การปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยลดความตึงตัวทางการเงินเป็นหลัก โดยหากรัฐบาลและ ธปท. ส่งสัญญาณในทิศทางเดียวกันว่านโยบายการเงินเริ่มผ่อนคลาย และขอให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินผลักดันการปล่อยสินเชื่อง่ายขึ้นบ้างนั้น จะช่วยทำให้ภาวะการเงินที่ตึงตัวอยู่ผ่อนคลายลงได้
- การตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นการตัดสินใจที่กล้า เนื่องจากบางส่วนอาจมองว่าความเป็นอิสระของ ธปท. อาจถูกตั้งคำถาม เนื่องจากการตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากมีแรงกดดันจากรัฐบาลและภาคเอกชน แต่เรามองว่า การสื่อสารของ ธปท. ค่อนข้างชัดเจนว่า ตัดสินใจนโยบายการเงินผ่านแนวคิดที่เป็นวิชาการโดยแท้จริง (ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม)
- เรามองว่า ความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าคาดมีมากขึ้น และอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ธปท. ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ยังคงเชื่อว่า โอกาสที่จะเห็นเงินเฟ้อต่ำกว่าศูนย์ (เงินฝืดโดยพฤตินัย) เป็นไปได้ต่ำ
- ความท้าทายทางเศรษฐกิจของไทย เช่น หนี้ครัวเรือนสูงและการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก ยังคงเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยการสอดประสานทั้งนโยบายการเงินและการคลัง ทำให้เรามองว่า จะเห็นการลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง โดยลดอีก 25 bps ในปีนี้ และอีก 50 bps ในปีหน้า

