Lockheed Martin (LMT) รายงานงบ 3Q26 ดีกว่าคาด โดยรายได้เพิ่มขึ้น 11% YoY และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 14% YoY หนุนจากธุรกิจขีปนาวุธ ขณะที่คำสั่งซื้อคงค้างทำสถิติสูงสุดที่ $292 พันล้าน ส่งผลให้บริษัทปรับเพิ่มเป้าหมายปี 2026 โดย INVX มองบวกต่อ LMT และ RTX เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการด้านกลาโหมในปัจจุบันมากที่สุด โดยเฉพาะระบบป้องกันขีปนาวุธ ซึ่งมีคำสั่งซื้อระยะยาวรองรับการเติบโต
LMT เผยงบ 3Q26 ดีกว่าคาด หนุนโดยธุรกิจขีปนาวุธ พร้อมเพิ่มเป้าหมาย FY26

1. ภาพรวมผลประกอบการ 3Q26: รายได้และกำไรดีกว่าคาด จากการเร่งผลิตอาวุธและเครื่องบินรบ
Lockheed Martin รายงานผลประกอบการ 3Q26 แข็งแกร่งกว่าตลาดคาด โดยรายได้อยู่ที่ $20.71 พันล้าน เพิ่มขึ้น 11.3% YoY และสูงกว่าคาดประมาณ 1.1% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ $1.85 พันล้าน เพิ่มขึ้น 14% YoY และกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ $7.97 เพิ่มขึ้น 14.7% YoY สูงกว่าคาดที่ $7.52 ประมาณ 6% แรงหนุนหลักมาจากการเร่งผลิตระบบป้องกันขีปนาวุธ PAC-3, THAAD และการเพิ่มปริมาณการผลิตและบริการเครื่องบิน F-35
อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรดำเนินงานของธุรกิจหลักลดลงเล็กน้อยจาก 10.9% เหลือ 10.8% เนื่องจากต้นทุนโครงการเครื่องบินบางส่วน ขณะที่คำสั่งซื้อคงค้างเพิ่มขึ้น 27% QoQ สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ $292 พันล้าน ส่งผลให้บริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ กำไรต่อหุ้น และกระแสเงินสดอิสระปี 2026 เป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน สะท้อนความชัดเจนของรายได้ในระยะยาว
ตารางสรุปผลประกอบการ 3Q26 (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
รายการ | 3Q26 | YoY | QoQ |
|---|---|---|---|
รายได้ | 20,711 | +11.3% | +3.2% |
กำไรขั้นต้น | 2,436 | +8.8% | — |
อัตรากำไรขั้นต้น | 11.8% | -0.2 จุด% | — |
กำไรดำเนินงานรวม | 2,443 | +7.1% | +1.6% |
อัตรากำไรดำเนินงานรวม | 11.8% | -0.5 จุด% | -0.2 จุด% |
กำไรดำเนินงานของธุรกิจหลัก | 2,229 | +9.9% | — |
อัตรากำไรธุรกิจหลัก | 10.8% | -0.1 จุด% | — |
กำไรสุทธิ | 1,845 | +14.0% | +0.4% |
อัตรากำไรสุทธิ | 8.9% | +0.2 จุด% | -0.3 จุด% |
EPS (ดอลลาร์/หุ้น) | 7.97 | +14.7% | +0.4% |
กระแสเงินสดจากดำเนินงาน | 3,438 | -7.8% | +7.4% |
กระแสเงินสดอิสระ | 2,999 | -10.4% | +5.0% |
แม้กำไรสุทธิเติบโตเร็วกว่ารายได้ แต่คุณภาพการทำกำไรยังมีประเด็นต้องติดตาม เนื่องจากอัตรากำไรดำเนินงานรวมลดลง และอัตราภาษีที่แท้จริงลดลงจาก 16.5% เหลือ 15.1% YoY มีส่วนช่วยสนับสนุนกำไรสุทธิ ขณะที่กระแสเงินสดอิสระลดลง 10.4% YoY เนื่องจากฐานเงินรับจากลูกค้าในปีก่อนสูงกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม งวด 9M26 บริษัทสร้างกระแสเงินสดอิสระได้ $5.63 พันล้าน เพิ่มขึ้น 35.5% YoY สะท้อนฐานะกระแสเงินสดที่ยังแข็งแกร่ง
2. ผลประกอบการรายธุรกิจ: ธุรกิจขีปนาวุธเติบโตเด่นที่สุด (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ธุรกิจ | รายได้ 3Q26 | รายได้ YoY | กำไรดำเนินงาน YoY | มาร์จิ้น 3Q26 |
|---|---|---|---|---|
เครื่องบินรบ (Aeronautics) | 8,214 | +13% | +9% | 9.0% |
ขีปนาวุธ (MFC) | 4,501 | +24% | +24% | 14.0% |
ระบบภารกิจ (RMS) | 4,511 | +3% | +4% | 11.6% |
อวกาศ (Space) | 3,485 | +4% | 0% | 9.5% |
รวมธุรกิจหลัก | 20,711 | +11% | +10% | 10.8% |
2.1 ธุรกิจเครื่องบินรบ (Aeronautics): F-35 หนุนรายได้ แต่ F-16 และ C-130 กดดันมาร์จิ้น
ธุรกิจเครื่องบินรบมีรายได้ $8.21 พันล้าน เพิ่มขึ้น 13% YoY และกำไรดำเนินงาน $743 ล้าน เพิ่มขึ้น 9% YoY แต่มีอัตรากำไรลดลงจาก 9.4% เหลือ 9.0% โดยรายได้จากโครงการ F-35 เพิ่มขึ้นประมาณ $710 ล้าน จากปริมาณการผลิตและการบำรุงรักษาที่สูงขึ้น ขณะที่โครงการ C-130 รับรู้รายได้เพิ่มขึ้นประมาณ $270 ล้าน จากการชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้นก่อนการทำสัญญา อย่างไรก็ตาม รายได้ F-16 ลดลงประมาณ $130 ล้านจากปริมาณการผลิตที่ลดลง รวมถึงมีการปรับประมาณการกำไรโครงการ F-16 และ C-130 ในทางลบ โครงการละประมาณ $40 ล้าน
ประเด็นสำคัญ: F-35 ยังคงเป็นฐานรายได้หลักของบริษัท แต่การบริหารต้นทุนสัญญาและความคืบหน้าการเจรจาสัญญาผลิตล็อตใหม่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของมาร์จิ้น
2.2 ธุรกิจขีปนาวุธและระบบควบคุมการยิง (Missiles & Fire Control): เติบโตแข็งแกร่งที่สุด
ธุรกิจขีปนาวุธมีรายได้ $4.50 พันล้าน เพิ่มขึ้น 24% YoY และกำไรดำเนินงาน $631 ล้าน เพิ่มขึ้น 24% YoY ขณะที่มาร์จิ้นทรงตัวใกล้เคียงปีก่อนที่ 14.0% โดยรายได้จากระบบป้องกันภัยทางอากาศ PAC-3 และ THAAD เพิ่มขึ้นประมาณ $480 ล้าน ขณะที่ขีปนาวุธ GMLRS และ PrSM เพิ่มขึ้นประมาณ $330 ล้าน จากการเร่งกำลังผลิตตามความต้องการที่สูงขึ้น
ประเด็นสำคัญ: ธุรกิจนี้มีทั้งการเติบโตของรายได้สูงและมาร์จิ้นที่แข็งแกร่ง โดยเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากความต้องการระบบป้องกันขีปนาวุธทั่วโลก และมีโอกาสเป็นแรงขับเคลื่อนกำไรหลักในปี 2027
2.3 ธุรกิจระบบภารกิจและเฮลิคอปเตอร์ (Rotary & Mission Systems): เรดาร์เติบโต แต่กำไรยังถูกกดดันจากบางโครงการ
ธุรกิจ RMS รายงานรายได้ $4.51 พันล้าน เพิ่มขึ้น 3% YoY และกำไรดำเนินงาน $524 ล้าน เพิ่มขึ้น 4% YoY โดยมาร์จิ้นทรงตัวที่ 11.6% การเติบโตหลักมาจากโครงการเรดาร์ที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ $140 ล้าน ขณะที่กำไรได้รับประโยชน์จากการปรับรายการสัญญาเชิงบวก $40 ล้าน แต่ถูกหักล้างด้วยการปรับลดกำไรประมาณการ $45 ล้านจากโครงการเฮลิคอปเตอร์ Heavy Lift และ Seahawk
ประเด็นสำคัญ: ความต้องการเรดาร์และระบบตรวจจับยังเป็นปัจจัยบวก แต่การเติบโตของกำไรขึ้นอยู่กับการควบคุมต้นทุนและการลดความเสี่ยงของสัญญาเฮลิคอปเตอร์
2.4 ธุรกิจอวกาศ (Space): รายได้เติบโต แต่กำไรยังทรงตัว
ธุรกิจอวกาศมีรายได้ $3.49 พันล้าน เพิ่มขึ้น 4% YoY ขณะที่กำไรดำเนินงานทรงตัวที่ $331 ล้าน และมาร์จิ้นลดลงจาก 9.9% เหลือ 9.5% รายได้จากโครงการด้านยุทธศาสตร์และระบบป้องกันขีปนาวุธเพิ่มขึ้นประมาณ $185 ล้าน จากโครงการ Fleet Ballistic Missile และ Next Generation Interceptor (NGI) แต่ถูกหักล้างบางส่วนด้วยรายได้โครงการอวกาศด้านความมั่นคงที่ลดลงประมาณ $115 ล้าน ตามวงจรโครงการ OPIR
ประเด็นสำคัญ: ความต้องการด้านความมั่นคงอวกาศและระบบสกัดกั้นขีปนาวุธยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่การเปลี่ยนผ่านระหว่างโครงการและต้นทุนพัฒนาระบบยังจำกัดการขยายตัวของกำไร
3. แนวโน้มปี 2026: ปรับเพิ่มเป้าหมายเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน
Lockheed Martin ปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการปี 2026 จากการเติบโตของปริมาณการผลิตขีปนาวุธและการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะกระแสเงินสดอิสระซึ่งปรับเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความเชื่อมั่นของฝ่ายบริหารต่อการส่งมอบงานและการรับชำระเงินในไตรมาสสุดท้ายของปี
ตารางเปรียบเทียบประมาณการปี 2026 (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
รายการ | คาดการณ์เดิม ก.ค. | คาดการณ์ใหม่ ต.ค. | เปลี่ยนแปลงค่ากลาง |
|---|---|---|---|
รายได้ | 79,750–81,750 | 80,000–82,000 | +250 |
กำไรดำเนินงานธุรกิจหลัก | 8,500–8,700 | 8,575–8,675 | +25 |
EPS ($) | 29.95–30.65 | 30.35–30.75 | +0.25 |
กระแสเงินสดดำเนินงาน | 9,200–9,400 | 10,000–10,200 | +800 |
เงินลงทุน | 2,000–2,400 | 2,100–2,300 | ไม่เปลี่ยน |
กระแสเงินสดอิสระ | 7,000–7,200 | 7,800–8,000 | +800 |
การปรับเพิ่มประมาณการครั้งนี้มีนัยสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ รายได้ค่ากลางเพิ่มขึ้น 0.3% เป็น $81 พันล้าน EPS ค่ากลางเพิ่มขึ้น 0.8% เป็น $30.55 และกระแสเงินสดอิสระค่ากลางเพิ่มขึ้นถึง 11.3% เป็น $7.9 พันล้าน สะท้อนว่าฝ่ายบริหารมีความเชื่อมั่นต่อการสร้างเงินสดมากกว่าการขยายอัตรากำไรในระยะสั้น
แนวโน้มรายธุรกิจปี 2026 (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ธุรกิจ | รายได้คาดการณ์ใหม่ | เปลี่ยนแปลงค่ากลาง | กำไรดำเนินงานคาดการณ์ใหม่ |
|---|---|---|---|
เครื่องบินรบ | 31,100–32,500 | -400 | 2,920–2,950 |
ขีปนาวุธ | 17,250–17,450 | +650 | 2,395–2,425 |
ระบบภารกิจ | 17,700–18,000 | -50 | 1,880–1,900 |
อวกาศ | 13,950–14,050 | +50 | 1,380–1,400 |
จากตารางจะเห็นว่า บริษัทปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้ของธุรกิจขีปนาวุธมากที่สุด ขณะที่ปรับลดเป้าหมายธุรกิจเครื่องบินรบ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบการเติบโตของ Lockheed Martin โดยในปี 2026 ธุรกิจขีปนาวุธมีแนวโน้มเติบโตประมาณ 19–21% YoY ขณะที่ธุรกิจเครื่องบินรบเติบโตเพียง 3–7% YoY
สมมติฐานหลักที่สนับสนุนแนวโน้ม
· การเพิ่มกำลังผลิต PAC-3, THAAD, GMLRS และ PrSM ตามคำสั่งซื้อจากรัฐบาลสหรัฐฯ และลูกค้าต่างประเทศ
· รายได้จากการบำรุงรักษา F-35 เพิ่มขึ้น แม้ยังมีความไม่แน่นอนด้านช่วงเวลาการอนุมัติสัญญา
· การทยอยรับรู้รายได้จากคำสั่งซื้อคงค้างที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์
· การบริหารต้นทุนและการได้รับชำระเงินตามสัญญาเป็นไปตามแผน โดยยังมีความเสี่ยงจากต้นทุนบางโครงการ
สำหรับปี 2027 บริษัทไม่ได้ระบุประมาณการทางการเงินทั้งปีอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม คำสั่งซื้อคงค้างและการเร่งกำลังผลิตขีปนาวุธสนับสนุนแนวโน้มรายได้ระยะกลาง ขณะที่ความสามารถในการเปลี่ยนคำสั่งซื้อเป็นยอดส่งมอบและกระแสเงินสดยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม
4. มุมมองผู้บริหาร: ความต้องการด้านกลาโหมแข็งแกร่ง แต่ต้องเร่งกำลังผลิตและควบคุมต้นทุน
จากคำแถลงของ Jim Taiclet ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มีประเด็นสำคัญดังนี้
4.1 คำสั่งซื้อคงค้างสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หนุนความชัดเจนของรายได้ระยะยาว
บริษัทมีคำสั่งซื้อคงค้างรวม $292 พันล้าน เพิ่มขึ้น 27% QoQ และประมาณ 51% จากสิ้นปี 2025 โดยได้รับแรงหนุนจากสัญญาผลิตขีปนาวุธ PAC-3 MSE ระยะหลายปี มูลค่า $52.5 พันล้าน ส่งผลให้สัดส่วนคำสั่งซื้อใหม่ต่อรายได้ (Book-to-Bill) อยู่ที่ประมาณ 4 เท่าในไตรมาสนี้
คำสั่งซื้อคงค้างดังกล่าวมีมูลค่าเทียบเท่ารายได้ตามเป้าหมายปี 2026 ประมาณ 3.6 เท่า อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะรับรู้รายได้ทั้งหมดในช่วง 3.6 ปี เนื่องจากแต่ละสัญญามีระยะเวลาส่งมอบและเงื่อนไขแตกต่างกัน
4.2 ผู้บริหารเน้นการนำเทคโนโลยีใหม่มาเพิ่มขีดความสามารถของระบบเดิม
Jim Taiclet ระบุว่าบริษัทกำลังผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับระบบอาวุธที่มีอยู่ เช่น Aegis, F-35 และ Hellfire พร้อมเพิ่มความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีและผู้พัฒนานวัตกรรมรายใหม่
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ลดระยะเวลาพัฒนา และขยายโอกาสการเติบโต โดยไม่จำเป็นต้องพัฒนาระบบอาวุธใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น
4.3 F-35 ยังมีความเสี่ยงจากการเจรจาสัญญา
แม้ธุรกิจเครื่องบินรบยังเติบโต แต่บริษัทเปิดเผยว่าการเจรจาสัญญาผลิต F-35 ล็อต 20 เป็นต้นไปยังอยู่ระหว่างดำเนินการ และต้นทุนที่เกิดขึ้นเริ่มสูงกว่าวงเงินที่ได้รับอนุมัติในสัญญาจัดหาล่วงหน้าของล็อต 20 แล้วใน 3Q26
หากไม่ได้รับการอนุมัติวงเงินและเงินทุนเพิ่มเติมจากรัฐบาลสหรัฐฯ อาจกระทบผลประกอบการ กระแสเงินสด และฐานะการเงินในอนาคต จึงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ยังไม่คลี่คลาย แม้บริษัทปรับเพิ่มประมาณการปี 2026
4.4 กระแสเงินสดและผลตอบแทนผู้ถือหุ้นยังเป็นจุดแข็ง
ผู้บริหารเน้นความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอิสระ โดยบริษัทปรับเพิ่มเป้าหมายปี 2026 เป็น $7.8–8.0 พันล้าน และเพิ่มเงินปันผลต่อเนื่องเป็นปีที่ 24 สะท้อนความมั่นใจต่อการสร้างเงินสดและความสามารถในการจ่ายผลตอบแทนผู้ถือหุ้นระยะยาว
ทั้งนี้ บริษัทมีการจ่ายเงินปันผลรวม $2.41 พันล้านในช่วง 9M26 ขณะที่ยังคงลงทุนด้านการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในอนาคต
5. มุมมองของ INVX: บวกต่อธุรกิจขีปนาวุธ แต่ติดตามความเสี่ยงมาร์จิ้นและการส่งมอบ
INVX มีมุมมองเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขีปนาวุธและระบบป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเพิ่มงบประมาณกลาโหม การเสริมความมั่นคงทางทหาร และความต้องการสะสมอาวุธทดแทนทั่วโลก สะท้อนจากผลประกอบการ Lockheed Martin ที่เติบโตแข็งแกร่งและคำสั่งซื้อคงค้างสูงเป็นประวัติการณ์ โดยมองว่าความต้องการดังกล่าวจะสนับสนุนการเติบโตของรายได้และกำไรในระยะหลายปี แม้ยังมีความเสี่ยงด้านต้นทุนและข้อจำกัดของกำลังผลิต
INVX มองบวกต่อ Lockheed Martin (LMT US) และ RTX (RTX US) โดยมองว่าทั้งสองบริษัทมีผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการด้านกลาโหมในปัจจุบันมากที่สุดเมื่อเทียบกับบริษัทหลักในอุตสาหกรรม โดย LMT มีจุดแข็งด้านขีปนาวุธ PAC-3, THAAD และ GMLRS ขณะที่ RTX มีจุดแข็งด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot เรดาร์ และขีปนาวุธสกัดกั้น ซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีความต้องการสูงและจำเป็นต้องจัดหาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง จึงมองว่าทั้งสองบริษัทมีความชัดเจนของคำสั่งซื้อและโอกาสเติบโตระยะยาวสูง แม้ LMT ยังมีความเสี่ยงด้านต้นทุนโครงการ F-35 ที่ต้องติดตามก็ตาม
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

