สรุปคำแนะนำการลงทุนประจำวันที่ 27 เม.ย. – 1 พ.ค. 2026
มุมมองรายสินทรัพย์ประจำสัปดาห์
ตราสารทุน
เราประเมินว่าสัญญาณ de-escalation ช่วยหนุน risk sentiment และลดความกังวลต่อ downside ของเศรษฐกิจโลก เป็นแรงหนุนต่อการปรับขึ้นของตลาดหุ้นโลก อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นดังกล่าวได้สะท้อนปัจจัยบวกไปในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ upside ในระยะสั้นเริ่มจำกัดเมื่อเทียบกับความเสี่ยงของการพักฐาน ในระยะกลาง เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางตลาด จากความคาดหวังต่อการคลี่คลายความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และแนวโน้มผลประกอบการที่ยังแข็งแกร่ง การทยอยประกาศงบจะเป็น catalyst สำคัญต่อการเคลื่อนไหวของตลาด ในเชิง tactical เราแนะนำหลีกเลี่ยงการไล่ราคาในกลุ่มที่ปรับขึ้นแรงและเริ่มเข้าสู่ภาวะตึงตัว สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำใช้จังหวะย่อตัวในการทยอยสะสมสินทรัพย์ที่ยังมี upside ในระยะกลาง โดยคงมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นพลังงานแห่งอนาคต เช่น Nuclear และ Grid ขณะเดียวกัน สำหรับระยะสั้น เราแนะลงทุนหุ้นจีน A-Shares จาก valuation ที่ยังไม่แพงและ momentum ที่เริ่มฟื้นตัว เพื่อเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการกระจายการลงทุน
ตราสารหนี้
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) สหรัฐฯ เริ่มมีความผันผวนมากขึ้น จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอนในการเจรจา ขณะที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซหนุนให้ราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น ด้าน Kevin Warsh ที่แถลงต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ส่งผลให้ตลาดตั้งคำถามเกี่ยวกับท่าทีในการดำเนินนโยบายการเงินของเขา ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวเพิ่มขึ้น เรามองว่าตราสารหนี้ระยะยาวยังมีความเสี่ยงมากกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น และยังคงแนะนำให้ถือตราสารหนี้ที่มีอายุไม่เกิน 5 ปี
สินทรัพย์ทางเลือก
ราคาทองคำเริ่มเคลื่อนไหวในกรอบ โดยมีแนวต้านระยะสั้นที่ $4,800 และคาดว่าในระยะสั้นจะแกว่งตัวในช่วง $4,600–$4,800 ต่อไป จากแรงหนุนด้านการคาดหวังการลดดอกเบี้ยที่ถูก priced in ไปในระดับหนึ่งแล้ว ขณะที่ความคืบหน้าการเจรจายุติความขัดแย้งไปลด war premium ซึ่งจำกัด upside ของราคาในระยะสั้น เราแนะนำทยอยสะสมบริเวณ $4,500–$4,600 โดยยังคงมุมมองเชิงบวกในระยะยาว จากแรงซื้อของธนาคารกลางที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งช่วยจำกัด downside และสนับสนุนแนวโน้มราคาทองคำในระยะถัดไป
ด้าน REITs ไทย และ Global REITs มีโอกาสถูกกดดันจาก Bond Yield ที่เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยที่ขัดขวางการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง

