สรุปคำแนะนำการลงทุนประจำวันที่ 6 - 10 เม.ย. 2026
มุมมองรายสินทรัพย์ประจำสัปดาห์
ตราสารทุน
เราประเมินว่าสถานการณ์สงครามยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ทิศทางตลาดเคลื่อนไหวตามพัฒนาการสงครามรายวันเป็นหลัก ขณะที่ราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูง กดดัน sentiment การลงทุนและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ Stagflation ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวม ภายใต้บริบทดังกล่าว แนะนำกลยุทธ์การลงทุนเชิงระมัดระวัง โดยเน้นทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวตามบริเวณแนวรับ มากกว่าการไล่ราคา พร้อมติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำลงทุนในหุ้น Defensive และกลุ่มที่มีความทนทานต่อเงินเฟ้อ เช่น กลุ่ม GRID ขณะเดียวกัน หุ้นในกลุ่ม Defense ยังมีปัจจัยหนุนจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน อย่างไรก็ตาม หากการเจรจามีทิศทางเชิงบวก อาจเป็น downside risk ต่อกลุ่ม Defense ได้
ตราสารหนี้
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) สหรัฐฯ มีการย่อตัวลง หลังทรัมป์ระบุสงครามมีโอกาสยุติใน 2-3 สัปดาห์ ประกอบกับประธานเฟดที่ระบุว่า ไม่จำเป็นเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามภาวะสงคราม ช่วยคลายความกังวลให้กับตลาดตราสารหนี้ ในขณะที่ตลาดเริ่มให้ความสำคัญกับการเติบโตของเศรษฐกิจที่อาจชะลอลงหลังสงครามมากขึ้น ช่วยกดดัน Bond Yield อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงครามยังคงอาจกลับมาเปลี่ยนสมมุติฐานด้านดอกเบี้ยของตลาด เรามองตราสารหนี้ระยะยาวมีความเสี่ยงมากกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น และยังคงแนะนำให้ถือตราสารหนี้ที่มีอายุไม่เกิน 5 ปี
สินทรัพย์ทางเลือก
ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวผันผวนสูง จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามที่ส่งผลต่อแนวโน้มนโยบายการเงิน โดยความเสี่ยงเงินเฟ้ออาจจำกัดการผ่อนคลายนโยบายในระยะถัดไป ภาพรวมประเมินว่าความผันผวนมีแนวโน้มดำเนินต่อ เนื่องจากการยุติสงครามยังขาดความชัดเจน อย่างไรก็ตาม ประเมินระดับราคาใกล้ 4,500 เป็นโซนแนวรับเชิงกลยุทธ์ที่เหมาะสำหรับการทยอยสะสมในระยะกลางถึงระยะยาว โดยแรงซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกเป็นปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างที่ช่วยจำกัด Downside และสนับสนุนแนวโน้มราคาในระยะยาว
ด้าน REITs ไทย และ Global REITs มีแนวโน้มถูกกดดันจาก Bond Yield ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามความกังวลเกี่ยวกับสงครามที่อาจผลักดันเงินเฟ้อ ส่งผลให้ Dividend yield gap ปรับตัวลดลง

