ผลประกอบการ 3Q26 ของ Coca-Cola สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจเครื่องดื่มจากยอดขายต่างประเทศและผลิตภัณฑ์ปราศจากน้ำตาลที่เติบโตดี พร้อมปรับเพิ่มเป้ากำไรปี 2026 แต่ยังต้องระมัดระวังมูลค่าหุ้นที่สูงและความเสี่ยงจากกำลังซื้อในอเมริกาเหนือ รวมถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในปี 2027
Coca-Cola งบ 3Q26 ดีกว่าคาด พร้อมเพิ่มเป้ากำไรปี 2026 แต่ยอดขายอเมริกาเหนืออ่อนแอและมูลค่าหุ้นเริ่มตึงตัว

Coca-Cola งบ 3Q26 ดีกว่าคาด พร้อมเพิ่มเป้ากำไรปี 2026 แต่ยอดขายอเมริกาเหนืออ่อนแอและมูลค่าหุ้นเริ่มตึงตัว
Coca-Cola รายงานผลประกอบการ 3Q26 แข็งแกร่งกว่าคาด โดยรายได้เพิ่มขึ้น 7% YoY และกำไรต่อหุ้นปรับปรุงเพิ่มขึ้น 11% YoY จากยอดขายเครื่องดื่มที่เติบโตในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะละตินอเมริกาและเอเชีย รวมถึงความต้องการเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้บริษัทปรับเพิ่มเป้าหมายกำไรปี 2026 เป็นเติบโตอย่างน้อย 11% อย่างไรก็ตาม ยอดขายในอเมริกาเหนือยังอ่อนแอจากแรงกดดันด้านกำลังซื้อ ขณะที่ปี 2027 มีความเสี่ยงจากต้นทุนที่สูงขึ้นและการขายธุรกิจบรรจุขวด เราจึงมีมุมมองเชิงบวกต่อพื้นฐานธุรกิจและความสามารถรักษากำไร แต่แนะนำรอสะสมเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว เนื่องจากมูลค่าหุ้นอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรม
1. Coca-Cola รายงานงบ 3Q26 ดีกว่าคาด จากยอดขายและอัตรากำไรที่ปรับตัวดีขึ้น
Coca-Cola (KO US) รายงานรายได้ 3Q26 ที่ $13.38 พันล้าน เพิ่มขึ้น 7% YoY สูงกว่าตลาดคาดที่ประมาณ $12.92 พันล้าน หรือ 3.6% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ $4.01 พันล้าน เพิ่มขึ้น 8% YoY และกำไรต่อหุ้นปรับปรุง (Adjusted EPS) อยู่ที่ $0.91 เพิ่มขึ้น 11% YoY สูงกว่าคาดที่ $0.88 ประมาณ 3.4% โดยรายได้จากการดำเนินงานปกติ (Organic Revenue) เติบโต 7% YoY สูงกว่าตลาดคาดที่ 4.3% สะท้อนความสามารถในการรักษาการเติบโตท่ามกลางกำลังซื้อผู้บริโภคที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค
ปัจจัยสำคัญมาจากปริมาณขายเครื่องดื่มทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น 5% YoY สูงกว่าคาดที่ประมาณ 3% ขณะที่ยอดขายหัวเชื้อเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 7% YoY และรายได้จากราคาและสัดส่วนผลิตภัณฑ์ (Price/Mix) เพิ่มขึ้น 1% อย่างไรก็ตาม ยอดขายหัวเชื้อได้รับประโยชน์บางส่วนจากช่วงเวลาการส่งมอบสินค้าที่เร็วขึ้น จึงอาจไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงทั้งหมด ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นปรับปรุงเพิ่มขึ้นจาก 61% เป็น 62.7% และอัตรากำไรดำเนินงานปรับปรุงเพิ่มขึ้นจาก 31.9% เป็น 32.9% จากยอดขายที่สูงขึ้น การควบคุมต้นทุน และผลบวกจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้บริษัทเพิ่มงบการตลาดเพื่อสนับสนุนการเติบโตในปี 2027
ผลประกอบการ 3Q26 | ผลจริง | ตลาดคาด | เทียบคาด |
|---|---|---|---|
รายได้รวม | $13.38bn | $12.92bn | +3.6% |
Organic Revenue Growth | +7.0% | +4.3% | +2.7ppt |
Adjusted EPS | $0.91 | $0.88 | +3.4% |
ปริมาณขายเครื่องดื่ม | +5.0% | +3.0% | +2.0ppt |
Price/Mix | +1.0% | +2.0% | -1.0ppt |
อัตรากำไรดำเนินงานปรับปรุง | 32.9% | 32.6% | +0.3ppt |
2. ตลาดต่างประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่อเมริกาเหนือยังถูกกดดันจากกำลังซื้อ
การเติบโตของ Coca-Cola ใน 3Q26 มีความแตกต่างกันระหว่างภูมิภาค โดยละตินอเมริกามีรายได้ Organic เติบโตสูงสุดที่ 16% YoY จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณขายในบราซิลและเม็กซิโก รวมถึงการปรับราคาขาย ขณะที่เอเชียแปซิฟิกเติบโต 6% YoY สูงกว่าคาดที่ทรงตัว โดยได้รับแรงหนุนจากอินเดียและจีน ซึ่งอินเดียมีปริมาณขายของแบรนด์หลักทั้ง 10 แบรนด์เติบโตระดับสองหลัก ส่วนจีนยังมีความต้องการ Coca-Cola และ Fanta แข็งแกร่ง แม้ภาพรวมกำลังซื้อผู้บริโภคยังอ่อนแอ ขณะที่ญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจและสภาพอากาศ ส่งผลให้ปริมาณขายลดลง
ในทางตรงกันข้าม อเมริกาเหนือเป็นจุดอ่อนสำคัญของผลประกอบการ โดย Organic Revenue เติบโตเพียง 3% YoY ต่ำกว่าคาดที่ 4.8% และปริมาณขายทรงตัว เทียบกับการเติบโต 3% ใน 2Q26 สาเหตุหลักมาจากยอดขายน้ำดื่ม เครื่องดื่มกีฬา กาแฟ และชาที่ลดลง แม้ยอดขาย Coca-Cola และเครื่องดื่มนมโปรตีนสูงอย่าง fairlife ยังเติบโต ผู้บริหารระบุว่าผู้บริโภคลดการใช้จ่ายในร้านอาหารและหันมาบริโภคภายในบ้านมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวโน้มที่อาจต่อเนื่องถึงปี 2027
ภูมิภาค | Organic Revenue 3Q26 | ปริมาณขาย | ภาพรวม |
|---|---|---|---|
ละตินอเมริกา | +16% | +6% | แข็งแกร่งที่สุด |
ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา | +7% | +5% | เติบโตต่อเนื่อง |
เอเชียแปซิฟิก | +6% | +6% | จีนและอินเดียหนุน |
อเมริกาเหนือ | +3% | 0% | ต่ำกว่าคาด |
นอกจากนี้ การเติบโตเริ่มเปลี่ยนจากการปรับราคาขายไปสู่การเพิ่มปริมาณขาย โดยเครื่องดื่ม Coca-Cola Zero Sugar มีปริมาณขายเพิ่มขึ้น 16% YoY ขณะที่ Coca-Cola ดั้งเดิมเพิ่มขึ้น 5% และ Diet Coke เพิ่มขึ้น 6% สะท้อนว่าผลิตภัณฑ์ปราศจากน้ำตาลเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ขณะที่บริษัทขยายผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ด้านโภชนาการ เช่น fairlife และเครื่องดื่มกีฬา เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
3. Coca-Cola ปรับเพิ่มเป้าหมายปี 2026 จากปริมาณขายและกำไรที่แข็งแกร่ง
จากผลประกอบการที่ดีกว่าคาด Coca-Cola ปรับเพิ่มเป้าหมาย Organic Revenue Growth ปี 2026 เป็นอย่างน้อย 5% จากเดิมประมาณ 5% และปรับเพิ่มเป้าหมายการเติบโตของกำไรต่อหุ้นปรับปรุงเป็นอย่างน้อย 11% จากเดิม 9–10% หรือคิดเป็น EPS อย่างน้อย $3.33 สูงกว่าตลาดคาดที่ $3.31 นอกจากนี้ บริษัทยังปรับเพิ่มเป้าหมายกระแสเงินสดอิสระเป็นอย่างน้อย $13 พันล้าน จากเดิม $12.4 พันล้าน สะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานและความสามารถในการสร้างเงินสดที่แข็งแกร่ง
ประมาณการปี 2026 | เดิม | ใหม่ |
|---|---|---|
Organic Revenue Growth | ประมาณ +5% | อย่างน้อย +5% |
Adjusted EPS Growth | +9–10% | อย่างน้อย +11% |
Adjusted EPS | $3.27–3.30 | อย่างน้อย $3.33 |
EPS Growth ไม่รวม FX และ M&A | +7–8% | อย่างน้อย +9% |
Free Cash Flow | $12.4bn | อย่างน้อย $13.0bn |
อย่างไรก็ตาม แนวโน้ม 4Q26 อาจชะลอตัวลง เนื่องจากมีจำนวนวันดำเนินงานน้อยกว่าปีก่อน 6 วัน และคาดว่าผู้ผลิตบรรจุขวดจะทยอยลดสินค้าคงคลัง โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิก หลังจากสะสมสินค้าไว้ในระดับสูงช่วงก่อนหน้า ส่งผลให้การส่งมอบหัวเชื้ออาจเติบโตต่ำกว่าปริมาณขายจริง ทั้งนี้ บริษัทคาดว่ากำไรต่อหุ้นปี 2026 ยังสามารถเติบโตตามเป้าหมายได้จากประสิทธิภาพการดำเนินงานและอัตรากำไรที่ดีขึ้น แม้รายได้ในไตรมาสสุดท้ายมีแนวโน้มชะลอลง
4. ปี 2027 ยังมีแรงกดดันด้านต้นทุนและการปรับโครงสร้างธุรกิจ แม้ความต้องการเครื่องดื่มยังเติบโต
ผู้บริหาร Coca-Cola ประเมินว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในปี 2027 จะยังให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและราคาสินค้า โดยเฉพาะตลาดพัฒนาแล้วที่กำลังซื้อยังอ่อนแอ บริษัทจึงมุ่งขยายเครื่องดื่มขนาดเล็กที่มีราคาจับต้องได้ ควบคู่กับผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมและเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาล เพื่อรักษาปริมาณขายและความสามารถในการกำหนดราคา อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขนส่งและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการแข่งขันด้านราคา อาจจำกัดการขยายตัวของอัตรากำไร ขณะที่การเติบโตของปริมาณขายในปี 2026 ที่อยู่ในระดับสูงจะทำให้ฐานเปรียบเทียบปี 2027 ท้าทายมากขึ้น
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการปรับโครงสร้างธุรกิจผ่านการขายกิจการบรรจุขวด Coca-Cola Beverages Africa ซึ่งบริษัทคาดว่าจะสร้างแรงกดดันต่อรายได้ปี 2027 ประมาณ 8% และกำไรต่อหุ้นประมาณ 2% รวมถึงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจกลับมาเป็นลบเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม การขายธุรกิจดังกล่าวจะช่วยเพิ่มอัตรากำไรและผลตอบแทนจากเงินลงทุนในระยะยาว เนื่องจากบริษัทจะลดการดำเนินธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง และเน้นธุรกิจหัวเชื้อเครื่องดื่มที่มีอัตรากำไรสูงกว่า นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างพิจารณานำธุรกิจบรรจุขวดในอินเดียเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ความเสี่ยงเพิ่มเติมคือข้อพิพาทด้านภาษีกับกรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS) ซึ่งยังรอคำตัดสินและอาจส่งผลต่อภาระภาษีและกระแสเงินสดในอนาคต แม้ปัจจุบันบริษัทมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 1.3 เท่า ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย 2.0–2.5 เท่า จึงยังมีความสามารถรองรับความเสี่ยงและจ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง
5. มุมมอง InnovestX: พื้นฐาน Coca-Cola แข็งแกร่ง แต่ราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังสูงแล้ว
เรามีมุมมอง เชิงบวกต่อพื้นฐานธุรกิจ Coca-Cola แต่ระมัดระวังมูลค่าหุ้นในระยะสั้น เนื่องจากผลประกอบการ 3Q26 สะท้อนความสามารถในการรักษาการเติบโตของยอดขายและอัตรากำไรท่ามกลางกำลังซื้อที่อ่อนแอ โดยเฉพาะการขยายตลาดต่างประเทศและผลิตภัณฑ์ปราศจากน้ำตาล รวมถึงกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยสนับสนุนสถานะของบริษัทในฐานะหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความมั่นคงของรายได้สูง
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น KO ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 30% ตั้งแต่ต้นปี 2026 และซื้อขายที่ประมาณ 26 เท่าของกำไรคาดการณ์ 12 เดือนข้างหน้า สูงกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมและคู่แข่งอย่าง PepsiCo อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาหุ้นตอบรับงบที่ดีกว่าคาดอย่างจำกัด โดยลดลงประมาณ 1.6% หลังประกาศผลประกอบการ สะท้อนว่าตลาดได้สะท้อนความคาดหวังต่อการเติบโตไว้มากแล้ว ขณะที่แนวโน้มปี 2027 ยังมีความเสี่ยงจากต้นทุนและการขายธุรกิจบรรจุขวด
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำถือสำหรับผู้ที่มีหุ้นอยู่ และรอสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวสำหรับการลงทุนใหม่ โดย Deutsche Bank คงคำแนะนำ Buy และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น $101 จาก $98 ขณะที่ Goldman Sachs คง Neutral และราคาเป้าหมาย $86 สะท้อนความแตกต่างของมุมมองต่อมูลค่าหุ้น โดยเรามองว่า KO ยังเหมาะกับการลงทุนระยะยาวที่เน้นความมั่นคงของกำไรและเงินปันผลมากกว่าการคาดหวังผลตอบแทนจากราคาหุ้นในระยะสั้น
ผลต่อหุ้นรายอื่นและอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม: ผลประกอบการของ Coca-Cola สะท้อนว่าความต้องการเครื่องดื่มทั่วโลกยังเติบโต โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่และกลุ่มปราศจากน้ำตาล ซึ่งเป็นบวกต่อแนวโน้มอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ปริมาณขายในอเมริกาเหนือที่ทรงตัวสะท้อนความเสี่ยงร่วมกันของกลุ่ม โดยเฉพาะ PepsiCo (PEP US) และ Keurig Dr Pepper (KDP US) ที่ยังต้องเผชิญการแข่งขันและแรงกดดันด้านกำลังซื้อ ทั้งนี้ PepsiCo อาจได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากการที่ Coca-Cola ได้สิทธิจำหน่ายเครื่องดื่มในร้าน KFC สหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2027 ขณะที่การประเมินมูลค่าหุ้นควรคำนึงถึงความแตกต่างของโครงสร้างธุรกิจและอัตราการเติบโตของแต่ละบริษัทด้วย
เรามองว่าผลประกอบการ 3Q26 ของ Coca-Cola ยืนยันความแข็งแกร่งของธุรกิจเครื่องดื่มระดับโลก โดยการเติบโตของปริมาณขายและผลิตภัณฑ์ปราศจากน้ำตาลช่วยชดเชยกำลังซื้อที่อ่อนแอในอเมริกาเหนือ และสนับสนุนการปรับเพิ่มเป้าหมายกำไรปี 2026 อย่างไรก็ตาม มูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูงและความเสี่ยงจากต้นทุน รวมถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจในปี 2027 อาจจำกัดผลตอบแทนระยะสั้น จึงแนะนำถือและรอสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว โดยยังให้น้ำหนักเชิงบวกต่อคุณภาพกำไรและความสามารถสร้างกระแสเงินสดในระยะยาว
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

