เราปรับคำแนะนำสำหรับ DIF ขึ้นจาก NEUTRL สู่ OUTPERFORM โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2568 อ้างอิงวิธี DCF ที่ 10.5 บาท/หน่วย (WACC 6.7% และไม่มี terminal value) และเราใช้สมมติฐานว่า TRUE จะต่ออายุสัญญาเช่าสาย FOC ไปจนถึงปี 2586 เนื่องจากเข้าเงื่อนไขในการที่ TRUE จะต้องต่ออายุสัญญาเช่าแล้ว (ส่วนแบ่งตลาดธุรกิจ FBB ของ TRUE มากกว่า 33% หรือ รายได้ของธุรกิจ FBB ของ TRUE สูงกว่า 1.65 หมื่นลบ.) เราเปลี่ยนมามีมุมมองเชิงบวกต่อ DIF หลังจากที่เราพบว่า: 1) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรกำลังจะเปลี่ยนทิศทางเป็นขาลง ซึ่งเป็นผลดีต่อ DIF 2) อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ประเมินได้อยู่ในระดับที่ดีที่ 11.5% ในปี 2567 และ 3) ราคาหน่วยลงทุน DIF ปรับขึ้นช้ากว่ากลุ่ม REIT ในขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 8.6% นอกจากนี้เรายังมองว่าความเสี่ยงที่ TRUE (ถือ DIF อยู่ 20.6%) จะขายหน่วยลงทุน DIF ออกมาอีกนั้นอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากสถานะทางการเงินของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากควบรวมกิจการ
High Conviction - DIF – ช่วงเวลาแห่งโอกาส – ปรับคำแนะนำขึ้นสู่ OUTPERFORM (ราคาเป้าหมาย 10.50 บาท)

ปัจจัยกระตุ้น #1: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรกำลังจะเปลี่ยนทิศทางเป็นขาลง DIF จัดอยู่ในกลุ่มหุ้นปันผลที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลงจะทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของ DIF ดูน่าสนใจมากขึ้น ปัจจุบัน INVX คาดว่าเฟดจะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงสองครั้ง ครั้งละ 25bps ภายในสิ้นปีนี้ เริ่มตั้งแต่เดือนก.ย. 2567 เราคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี จะปรับตัวลดลง ซึ่งจะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลง (ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กับไทยอายุ 10 ปีมีค่า correlation เป็นบวกที่ 0.9) นอกจากนี้ INVX ยังมองว่ามีโอกาสที่ ธปท.จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงในปีนี้ ซึ่งน่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลง นอกจากนี้ กลุ่ม REIT และราคาหน่วยลงทุน DIF ยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในทิศทางขาลงด้วย (ดูรายละเอียดใน Figure 2 และ 3) ปัจจัยกระตุ้น #2: อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลดีและสม่ำเสมอ DIF จ่ายเงินปันผลงวด 1H67 ที่ 0.44 บาท/หน่วย สำหรับครึ่งหลังปี 2567 เราคาดว่า DIF จะจ่ายเงินปันผลในระดับเดียวกันนี้ ซึ่งบ่งชี้ว่าเงินปันผลทั้งปี 2567 จะอยู่ที่ 0.89 บาท/หน่วย (อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 11.5%) เนื่องจากรายได้ค่าเช่าคงที่ เราจึงมองว่าประมาณการเงินปันผลปี 2567 ของเราจะมี downside เพียงเล็กน้อย ปัจจัยกระตุ้น #3: Laggard play ในกลุ่ม REIT กลุ่ม REIT ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.3% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา outperform SET อยู่ 7.5% จากการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง อย่างไรก็ตาม เมื่อดูที่ DIF พบว่าราคาหน่วยลงทุนค่อนข้างทรงตัวในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ซึ่งบ่งชี้ว่า DIF ปรับตัว underperform ทั้ง SET และกลุ่ม REIT เมื่อพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ประเมินได้ที่ 11.5% ในปี 2567 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม REIT ที่ 8.6% เราจึงมองว่า DIF เป็น laggard play ที่น่าสนใจในกลุ่ม REIT กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ ปัจจุบันเราเปลี่ยนมามีมุมมองเชิงบวกต่อ DIF เนื่องจากเรามีความมั่นใจมากขึ้นว่าอัตราดอกเบี้ยจะเริ่มเปลี่ยนทิศทางเป็นขาลงในเดือนก.ย. หลังจากเฟดเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ราคาหน่วยลงทุน DIF ปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดี เราจึงแนะนำให้นักลงทุนเข้าซื้อสะสม DIF ที่ระดับราคาในตอนนี้ ปัจจัยเสี่ยงและความกังวล อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นจะทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของ DIF ดูน่าสนใจน้อยลง และจะทำให้ราคาหน่วยลงทุนมี upside จำกัด เนื่องจาก DIF จัดอยู่ในกลุ่มหุ้นปันผล ความเสี่ยงนี้ถือว่าอยู่ในระดับต่ำในตอนนี้ เนื่องจาก INVX เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายกำลังจะเข้าสู่แนวโน้มขาลง นอกจากนี้เรายังมองว่าความเสี่ยงที่ TRUE จะขายหน่วยลงทุน DIF ออกมาอีกนั้นอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากบริษัทมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นหลังจากควบรวมกิจการ |
|---|
ท่านสามารถอ่านและดาวน์โหลดเอกสารได้จาก High Conviction_DIF_02092024 |

