พัฒนาการล่าสุดของกลุ่ม Healthcare สะท้อนว่าตลาดกำลังให้น้ำหนักกับคุณภาพรายได้และความสามารถในการสร้างยอดขายจากผลิตภัณฑ์ที่พิสูจน์แล้วมากกว่ามูลค่าจาก Pipeline หรือดีลในอนาคต จึงมอง AbbVie เด่นที่สุดจากการเติบโตของยาหลักที่ช่วยชดเชย Humira ได้ ขณะที่ Novo Nordisk และ Moderna เผชิญความเสี่ยงจากผลทดลองที่น่าผิดหวังและการพึ่งพา Catalyst ใหม่ ส่วน AstraZeneca ยังมีพื้นฐานแข็งแกร่งแต่ความน่าสนใจระยะสั้นถูกจำกัดด้วยความไม่แน่นอนของดีล Bristol Myers Squibb และความเสี่ยงจาก Patent Cliff รวมถึงการรวมกิจการขนาดใหญ่
พัฒนาการกลุ่ม Healthcare

Healthcare Update: AbbVie แข็งแกร่ง ขณะที่ Novo และ Moderna เจอความเสี่ยงด้าน Pipeline; AstraZeneca เผชิญคำถามจากดีลขนาดใหญ่
1) AbbVie: ธุรกิจหลักแข็งแกร่งและ Botox เริ่มฟื้น แต่ความคาดหวังตลาดอยู่ในระดับสูง
- AbbVie รายงานผลประกอบการ 2Q26 ดีกว่าคาด โดยรายได้อยู่ที่ $16.99 พันล้าน เพิ่มขึ้น 10% YoY เทียบกับตลาดคาด $16.77 พันล้าน ขณะที่กำไรต่อหุ้นแบบปรับปรุงแล้วอยู่ที่ $3.65 สูงกว่าคาด $3.61 แรงสนับสนุนหลักมาจากกลุ่มภูมิคุ้มกันและประสาทวิทยา โดย Skyrizi ทำรายได้ $5.51 พันล้าน และ Rinvoq $2.53 พันล้าน สูงกว่าคาดทั้งคู่ ขณะที่ Vraylar, Ubrelvy และ Botox ทั้งด้านความงามและการรักษาก็ออกมาดีกว่าคาดเช่นกัน
- Skyrizi และ Rinvoq เพิ่มขึ้น 24% และ 25% YoY ตามลำดับ ช่วยชดเชยรายได้ Humira ที่ลดลง 34% เหลือ $756 ล้าน และยืนยันว่า AbbVie ผ่านช่วง Patent Cliff ของ Humira ได้ดีกว่าบริษัทยารายใหญ่หลายแห่ง นอกจากนี้ Botox ฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 หลังบริษัทเพิ่มการตลาดเพื่อดึงลูกค้ากลับมา แม้ Juvederm ยังต่ำกว่าคาด
- อย่างไรก็ดี บริษัทลดกรอบกำไรต่อหุ้นปี 2026 เหลือ $13.87–14.07 จาก $13.91–14.11 เนื่องจากผลกระทบประมาณ $0.14 ต่อหุ้นจากการซื้อ Apogee Therapeutics มูลค่าเกือบ $11 พันล้าน โดยหากตัดผลกระทบจากดีลออก แนวโน้มการดำเนินงานพื้นฐานยังดีขึ้นประมาณ $0.10 ต่อหุ้น ดังนั้นการลดประมาณการไม่ได้เกิดจากธุรกิจหลักอ่อนแอ
- AbbVie ยังคงมีภาพดีเพราะมีรายได้ปัจจุบันรองรับชัดเจน ขณะที่ Apogee ช่วยเติม Pipeline ภูมิคุ้มกันระยะยาว แต่ราคาหุ้นตอบรับเชิงลบเพราะผลประกอบการดีกว่าคาดเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความคาดหวังที่สูง
2) Novo Nordisk: Ziltivekimab ล้มเหลว กระทบแผนกระจายรายได้นอก GLP-1
- Novo Nordisk เปิดเผยว่า ziltivekimab ซึ่งเป็นยาฉีดรายเดือนที่ยับยั้งโปรตีน IL-6 ไม่สามารถลดความเสี่ยงเหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือดรุนแรงในโครงการ Phase 3 ZEUS ได้ แม้ยาจะลดตัวชี้วัดการอักเสบตามเป้าหมาย แต่ Hazard Ratio ของเหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือดอยู่ที่ 99 หรือแทบไม่ต่างจากยาหลอก
- การศึกษามีผู้เข้าร่วมมากกว่า 6,300 ราย ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไตเรื้อรัง และมีภาวะอักเสบ โดยกลุ่มที่ได้รับยามีสัดส่วนการติดเชื้อรุนแรงสูงขึ้น แม้อัตราการเสียชีวิตโดยรวมไม่แตกต่างจากกลุ่มยาหลอก
- ผลลัพธ์ถือเป็นลบเชิงกลยุทธ์ เพราะ ziltivekimab ถูกคาดหวังว่าจะเป็นธุรกิจใหม่ด้านโรคหัวใจและช่วยลดการพึ่งพา Ozempic และ Wegovy โครงการดังกล่าวเคยถูกประเมินว่ามีตลาดเป้าหมายในสหรัฐฯ อย่างน้อย 2 ล้านราย และมียอดขายคาดการณ์ราว 10 พันล้านโครนในปี 2033
- บริษัทจะบันทึกด้อยค่าที่ไม่ใช่เงินสดใน 3Q26 แต่ไม่กระทบประมาณการกำไรจากการดำเนินงานแบบปรับปรุงแล้วปี 2026 ขณะที่การศึกษา HERMES ในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว และ ARTEMIS ในผู้ป่วยหลังเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายจะดำเนินต่อ โดยคาดผลใน 1H27 อย่างไรก็ตาม ความน่าจะเป็นของความสำเร็จถูกตลาดปรับลดลงหลังผล ZEUS
- ผลกระทบต่อกำไรระยะสั้นจำกัด แต่เป็นลบต่อคุณภาพ Pipeline และเพิ่มแรงกดดันให้ Novo Nordisk ซื้อกิจการหรือหาสินทรัพย์ใหม่ เพื่อกระจายธุรกิจจาก GLP-1 หลังเผชิญผลการทดลองที่น่าผิดหวังหลายโครงการต่อเนื่อง
3) Moderna: วัคซีน Norovirus ไม่ผ่านเกณฑ์เบื้องต้น เพิ่มการพึ่งพาวัคซีนมะเร็ง
- วัคซีน Norovirus mRNA-1403 ของ Moderna ไม่ผ่านเกณฑ์ทางสถิติสำหรับการยุติการศึกษาเร็วกว่ากำหนดจากผลวิเคราะห์ระหว่างทางของ Phase 3 บริษัทจึงต้องเพิ่มกลุ่มผู้เข้าร่วมและติดตามผลต่ออีกหนึ่งฤดูกาล ซึ่งมีแนวโน้มเลื่อนผลลัพธ์สุดท้ายออกไปอย่างน้อยถึงปี 2027
- ฝ่ายบริหารอธิบายว่าการระบาดของเชื้อสายพันธุ์ที่วัคซีนไม่ได้มุ่งเป้าในฤดูกาลแรก ทำให้มีจำนวนกรณีตามเกณฑ์ไม่เพียงพอ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าวัคซีนล้มเหลวโดยสมบูรณ์ แต่การต้องศึกษาเพิ่มทำให้ต้นทุน ระยะเวลา และความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
- ด้านผลประกอบการ รายได้ 2Q26 อยู่ที่ $145 ล้าน สูงกว่าคาด $103.5 ล้าน ขณะที่ขาดทุนต่อหุ้น $1.97 ดีกว่าคาดว่าจะขาดทุน $2.01 บริษัทคงเป้ารายได้ปี 2026 เติบโตสูงสุด 10% และลดประมาณการค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาเหลือประมาณ $2.9 พันล้าน พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์เงินสดปลายปีเป็น $4.7–5.2 พันล้าน
- อย่างไรก็ดี รายได้ยังพึ่งวัคซีน Covid และสัญญารัฐบาล ขณะที่ความล้มเหลวเบื้องต้นของ Norovirus ต่อเนื่องจากความผิดหวังของวัคซีน CMV ทำให้ความเชื่อมั่นต่อความสามารถในการนำผลการศึกษาระยะแรกไปสู่ความสำเร็จใน Phase 3 ลดลง ความสนใจของตลาดจึงย้ายไปยัง intismeran autogene ซึ่งเป็นวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลที่พัฒนาร่วมกับ Merck โดยผล Phase 3 ในมะเร็งผิวหนังอาจออกในปี 2026
- Moderna มีฐานะการเงินรองรับได้ในระยะหนึ่งและมี Catalyst จากวัคซีนไข้หวัดใหญ่ แต่ Investment Thesis ระยะกลางกระจุกตัวมากขึ้นในผลการทดลองวัคซีนมะเร็ง ซึ่งมีความเสี่ยงแบบ Binary สูง
4) AstraZeneca: สำรวจดีล Bristol Myers Squibb ขยายฐานสหรัฐฯ แต่เสี่ยงลดคุณภาพการเติบโต
- AstraZeneca มีรายงานว่าได้หารือในระยะเริ่มต้นเกี่ยวกับการรวมกิจการกับ Bristol Myers Squibb ซึ่งอาจสร้างบริษัทยามูลค่าเกือบ $400 พันล้าน และเป็นดีลเภสัชกรรมขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าการเจรจายังคงดำเนินอยู่หรือจะนำไปสู่ธุรกรรมจริง
- เหตุผลเชิงกลยุทธ์คือ Bristol Myers จะช่วยเพิ่มฐานธุรกิจในสหรัฐฯ รวมถึงเสริมผลิตภัณฑ์ด้านมะเร็ง โรคหัวใจ และโลหิตวิทยา ขณะที่ผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น Breyanzi, Opdualag และ Camzyos กำลังเติบโต
- อย่างไรก็ตาม Bristol Myers กำลังเผชิญ Patent Cliff ขนาดใหญ่จาก Eliquis และ Opdivo ซึ่งรวมกันคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้บริษัท ทำให้ AstraZeneca อาจต้องรับภาระธุรกิจที่กำไรมีแนวโน้มลดลงในช่วงที่ธุรกิจเดิมของ AstraZeneca ยังสามารถเติบโตด้วยตัวเอง และตั้งเป้ารายได้ $80 พันล้านภายในปี 2030
- นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งคำถามว่า AstraZeneca จำเป็นต้องทำดีลหรือไม่ เนื่องจากกำไรต่อหุ้นของ AstraZeneca มีแนวโน้มเติบโตอย่างน้อย 10% ต่อปีในช่วง 5 ปีข้างหน้า ขณะที่กำไรของ Bristol Myers อาจหดตัวตลอดช่วงที่เหลือของทศวรรษ ดีลจึงต้องสร้าง Synergy สูงมากจึงจะชดเชยการลดลงของรายได้และกำไรได้
- ดีลอาจเป็นบวกต่อ Bristol Myers มากกว่า AstraZeneca โดย AstraZeneca ได้ขนาดและฐานสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น แต่ต้องแลกกับ Patent Cliff ความเสี่ยงการรวมกิจการ หนี้สิน และโอกาสที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยของกลุ่มลดลง
5) ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม
- พัฒนาการทั้ง 4 บริษัทสะท้อนความแตกต่างระหว่าง รายได้จากผลิตภัณฑ์ที่พิสูจน์แล้ว กับ มูลค่าที่พึ่ง Pipeline อย่างชัดเจน โดย AbbVie มีความเสี่ยงต่ำกว่าเพราะ Skyrizi, Rinvoq, Vraylar และ Botox สร้างรายได้จริงและเติบโตอยู่แล้ว ขณะที่ Novo Nordisk และ Moderna ถูกลดมูลค่าจากความล้มเหลวหรือความล่าช้าของโครงการที่ยังไม่สร้างรายได้
- ในฝั่งบริษัทยาขนาดใหญ่ ความล้มเหลวของ Pipeline มีแนวโน้มเร่งกิจกรรมซื้อกิจการ โดย Novo Nordisk อาจต้องเสริมสินทรัพย์นอก GLP-1 ขณะที่ข่าว AstraZeneca–Bristol Myers แสดงให้เห็นว่าบริษัทที่มีการเติบโตสูงอาจพิจารณาซื้อบริษัทที่มี Valuation ต่ำกว่าเพื่อเข้าถึงฐานลูกค้า ผลิตภัณฑ์ และ Pipeline ในวงกว้าง
- สำหรับกลุ่มโรคหัวใจ ผล ZEUS เป็นลบต่อแนวคิดการใช้การลดการอักเสบผ่าน IL-6 เพื่อป้องกันเหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือด และมีผลเชิงลบต่อโครงการที่ใช้กลไกใกล้เคียงกันของ Novartis, Eli Lilly และบริษัท Biotechnology ที่มุ่งเป้าการอักเสบ เช่น BioAge
6) ความเสี่ยงสำคัญ
บริษัท | ความเสี่ยงหลัก |
|---|---|
AbbVie | การแข่งขันต่อ Skyrizi และ Rinvoq, การปกป้อง Botox, Juvederm ที่ยังอ่อนแอ และความเสี่ยงจากการจ่ายซื้อ Apogee ในราคาสูง |
Novo Nordisk | พึ่งพา GLP-1 สูง, Pipeline นอกโรคอ้วนล้มเหลวต่อเนื่อง, การแข่งขันจาก Eli Lilly และความเสี่ยงจากดีลซื้อกิจการเพื่อเติม Pipeline |
Moderna | รายได้ Covid ลดลง, วัคซีนใหม่ไม่ผ่าน Phase 3, การเผาเงินสด และการพึ่งผลทดลองวัคซีนมะเร็งเพียงไม่กี่โครงการ |
AstraZeneca | ความเสี่ยงจ่าย Premium สูง, Patent Cliff ของ Bristol Myers, การรวมองค์กรขนาดใหญ่, Antitrust และการลดทอนการเติบโตของ AstraZeneca |
กลุ่ม Healthcare | แรงกดดันด้านราคายา การเจรจาราคาภายใต้ Medicare ต้นทุนวิจัยสูง และความผันผวนจากผลการทดลองระยะท้าย |
7) มุมมองของ InnovestX
เรามองพัฒนาการรอบนี้เป็น บวกต่อ AbbVie, เป็นกลางค่อนไปทางลบต่อ Novo Nordisk, ระมัดระวังต่อ Moderna และเป็นกลางต่อ AstraZeneca จนกว่าจะเห็นเงื่อนไขของดีลชัดเจน
- AbbVie เป็นหุ้นที่มีคุณภาพดีที่สุดในกลุ่มนี้ เนื่องจากการเติบโตของ Skyrizi และ Rinvoq สามารถชดเชย Humira ได้แล้ว ขณะที่ธุรกิจประสาทวิทยาและ Botox ช่วยกระจายรายได้ การลด Guidance เป็นผลจากต้นทุนดีลมากกว่าการอ่อนตัวของธุรกิจพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม Upside ระยะสั้นอาจจำกัดเพราะราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังสูงและตลาดต้องการผลประกอบการที่ดีกว่าคาดในระดับมากกว่านี้
- Novo Nordisk ยังมีฐานธุรกิจ GLP-1 ที่แข็งแกร่ง แต่ความน่าเชื่อถือของ Pipeline ลดลง ผล ZEUS ไม่ได้เปลี่ยนประมาณการกำไรปี 2026 อย่างมีนัยสำคัญ แต่ลดโอกาสในการสร้างเสาหลักรายได้นอกโรคอ้วนและเบาหวาน เราจึงมองว่าหุ้นต้องการ Catalyst จากยอดขาย Wegovy/Ozempic หรือสินทรัพย์ใหม่ ก่อนที่ Valuation จะกลับมาขยายตัว
- Moderna เหมาะกับการเก็งกำไรตาม Catalyst มากกว่าการลงทุนเชิงพื้นฐาน เพราะแม้การควบคุมต้นทุนดีขึ้นและมีเงินสดเพียงพอ แต่ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านจาก Covid ยังไม่ชัดเจน โดยผล Phase 3 ของ intismeran จะเป็นตัวกำหนดทิศทางสำคัญ หากผลไม่สำเร็จ ความเสี่ยงด้านมูลค่าและเงินสดจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
- AstraZeneca ยังคงเป็นบริษัทคุณภาพสูงจาก Oncology Pipeline แต่ดีล Bristol Myers อาจสร้างความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์ในระยะสั้น เราจะมองบวกต่อดีลก็ต่อเมื่อ Premium อยู่ในระดับเหมาะสม มี Synergy ที่พิสูจน์ได้ และไม่ทำให้เป้าการเติบโตของกำไรต่อหุ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่หากไม่มีดีล เรายังมองว่าการเติบโตแบบเดิมของ AstraZeneca มีคุณภาพสูงกว่าโครงสร้างหลังรวมกิจการ
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

