Grab เริ่มต้นปี 2026 ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยรายได้ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่และกำไรที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด แม้จะเป็นไตรมาสที่ปกติมีความต้องการต่ำตามฤดูกาล แต่บริษัทสามารถผลักดันยอดธุรกรรมให้เติบโตได้ถึง 24% ผ่านการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และบริการราคาประหยัด ปัจจุบันบริษัทมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งมากด้วยกระแสเงินสดอิสระที่เป็นบวกต่อเนื่องและเงินสดสำรองจำนวนมหาศาล ทำให้บริษัทสามารถคงเป้าหมายการเติบโตตลอดทั้งปีไว้ตามเดิม
Markets
Grab 1Q26 กำไรโตแรง จากความต้องการบริการส่งอาหารและการเดินทางที่ยังคงเหนียวแน่น

ผลประกอบการเทียบกับความคาดหมาย
- ภาพรวมผลประกอบการออกมา ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
- กำไรและรายได้ชนะตลาด: กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (Adjusted EBITDA) สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ประมาณ 5% และรายได้รวมก็ทำได้ดีกว่าที่ตลาดประเมินไว้เช่นกัน
- เหตุผลหลัก: มาจากความต้องการบริการส่งอาหารและการเดินทางที่ยังคงเหนียวแน่น แม้ค่าครองชีพจะสูงขึ้น โดยบริษัทได้ออกบริการ "แบบประหยัด (Saver)" มาดึงดูดลูกค้ากลุ่มที่อ่อนไหวต่อราคาได้สำเร็จ
รายละเอียดของผลประกอบการ
- การเติบโตกระจายตัวในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มบริการทางการเงินที่เติบโตโดดเด่นที่สุด รายการทางการเงิน (ล้านดอลลาร์) 1Q26 เติบโตเทียบปีก่อน (YoY) เติบโตเทียบไตรมาสก่อน (QoQ) รายได้รวม 955 +24% (สูงสุดเป็นประวัติการณ์) ยอดรวมมูลค่าธุรกรรม (On-Demand GMV) 6,131 +24% เติบโตต่อเนื่อง กำไรก่อนหักค่าเสื่อมและภาษี (Adj. EBITDA) 154 +46% (สูงสุดเป็นประวัติการณ์) กำไรสุทธิสำหรับงวด 120 +1,100% เติบโตแบบก้าวกระโดด
- กลุ่มบริการส่งของ (Deliveries): รายได้โต 23% YoY จากการขยายฐานโฆษณาและยอดสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น
- กลุ่มการเดินทาง (Mobility): รายได้โต 19% YoY โดยจำนวนเที่ยวการเดินทางโตเร็วกว่ายอดเงินรวม เนื่องจากเน้นบริการที่ราคาเข้าถึงง่าย
- กลุ่มบริการทางการเงิน (Financial Services): รายได้พุ่งแรง 43% YoY โดยยอดการปล่อยสินเชื่อโตถึง 67% แตะระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว
- จำนวนผู้ใช้งาน (MTUs): เพิ่มขึ้นเป็น 51.6 ล้านราย (เพิ่มขึ้น 16% YoY และเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า)
วิเคราะห์งบดุลและงบกระแสเงินสด
- กระแสเงินสดอิสระ (Adjusted FCF): ทำได้ 98 ล้านดอลลาร์ ดีขึ้นอย่างมากจากที่เคยติดลบ 101 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว สะท้อนความสามารถในการสร้างเงินสดจากตัวธุรกิจเอง
- งบลงทุน (CAPEX): อยู่ที่ 33 ล้านดอลลาร์ ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน แสดงถึงการควบคุมการใช้เงินลงทุนที่มีประสิทธิภาพ
- สถานะเงินสดสุทธิ (Net Cash): แข็งแกร่งมากที่ 5 พันล้านดอลลาร์ โดยมีเงินสดและเงินลงทุนรวม (Gross Cash) สูงถึง 6.9 พันล้านดอลลาร์
- ข้อสังเกต: แม้จะมีกำไรสุทธิ 120 ล้านดอลลาร์ แต่มีรายการปรับปรุงมูลค่าทางบัญชีที่ไม่ใช่เงินสดเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก ซึ่งต้องแยกแยะออกจากกำไรจากการดำเนินงานจริง
ปัจจัยขับเคลื่อนธุรกิจและตลาดหลัก
- เทคโนโลยี AI: ระบบ "Turbo" ช่วยให้คนขับมีรายได้ต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้น 23% และระบบแนะนำร้านอาหารช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านค้า 15%
- กลยุทธ์ราคาประหยัด: บริการ "Saver" มีสัดส่วนผู้ใช้งานถึง 35% ช่วยรักษาฐานลูกค้าในช่วงเงินเฟ้อ
- การขยายธุรกิจ: ประกาศแผนเข้าซื้อกิจการ Foodpanda ในไต้หวัน ซึ่งเป็นการขยายตัวนอกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งแรก
- ตลาดอินโดนีเซีย: กำลังเผชิญความท้าทายจากเกณฑ์ใหม่ที่จำกัดค่าคอมมิชชั่นรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 8% ซึ่งบริษัทกำลังปรับรูปแบบธุรกิจเพื่อรับมือ
แนวโน้มและประมาณการของบริษัท
บริษัทยังคงยืนยันเป้าหมายเดิมสำหรับปี 2026:
- เป้าหมายรายได้:04 - 4.10 พันล้านดอลลาร์ (โต 20-22%)
- เป้าหมายกำไร ( EBITDA): 700 - 720 ล้านดอลลาร์ (โต 40-44%)
- สมมติฐานหลัก: คาดว่ายอดรวมธุรกรรมจะเติบโตต่อเนื่องในทุกไตรมาสที่เหลือ และธุรกิจบริการทางการเงินจะเริ่มถึงจุดคุ้มทุนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
มุมมองของผู้บริหาร
- ความได้เปรียบจากข้อมูล: CEO เน้นว่าข้อมูลการทำธุรกรรมกว่า 2 หมื่นล้านรายการเป็น "ป้อมปราการ" ที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยากเมื่อนำมาพัฒนาร่วมกับ AI
- การดูแลพันธมิตร: ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือคนขับจากผลกระทบราคาน้ำมันแพงผ่านส่วนลดค่าน้ำมันและมาตรการอุดหนุน
- ความกังวลด้านระเบียบ: ผู้บริหารยอมรับว่าการลดค่าคอมมิชชั่นในอินโดนีเซีย "ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ" และต้องมีการคำนวณโครงสร้างราคาใหม่ทั้งหมด
สัญญาณต่ออุตสาหกรรมและคู่แข่ง
- ความต้องการยังแกร่ง: ผลงานของ Grab ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคในภูมิภาคนี้ยังมีความต้องการใช้บริการแพลตฟอร์มสูง แต่เริ่มปรับพฤติกรรมไปหาบริการที่ราคาถูกลง
- ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์: กรณีของอินโดนีเซียเป็นสัญญาณเตือนต่อคู่แข่งอย่าง GoTo ว่าอาจได้รับผลกระทบต่ออัตรากำไรเช่นกัน หากต้องลดค่าคอมมิชชั่นตามเกณฑ์รัฐบาล
- สัญญาณต่ออุตสาหกรรมคือ ความต้องการยังดี แต่อำนาจกำหนดราคาไม่ได้ไร้ขีดจำกัด เพราะบริษัทต้องใช้บริการราคาประหยัดและเงินสนับสนุนคนขับเพื่อรักษาสมดุลระหว่างผู้ใช้ คนขับ และกำไร
ความเสี่ยงที่ควรระวัง
- ราคาน้ำมัน: หากราคาน้ำมันยังพุ่งสูงต่อเนื่อง อาจกระทบต่อรายได้ของคนขับและความต้องการใช้งานของลูกค้า
- การกำกับดูแล: นโยบายรัฐบาลในประเทศต่างๆ เช่น การจำกัดค่าคอมมิชชั่นหรือการปรับสถานะแรงงานอิสระ
- การแข่งขันในไต้หวัน: การขยายไปตลาดใหม่ (Foodpanda Taiwan) อาจมีความเสี่ยงในการบริหารจัดการและความล่าช้าในการอนุมัติจากรัฐบาล
มุมมองของ INVX
- มุมมองต่อ Grab เป็น บวกเพราะการเติบโตของรายได้ กำไรจากธุรกิจหลัก และกระแสเงินสดอิสระหลังปรับปรุงดีขึ้นพร้อมกัน ขณะที่บริษัทคุมรายจ่ายลงทุนได้ดีและยังมีสภาพคล่องสูง หากบริษัทควบคุมผลกระทบจากอินโดนีเซียและคุณภาพสินเชื่อได้ ภาพกำไรปี 2026 ยังมีโอกาสเดินหน้าต่อเนื่อง
- อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นอาจยังผันผวนจากประเด็นกฎระเบียบในอินโดนีเซียและความเสี่ยงคุณภาพสินเชื่อในธุรกิจการเงิน

