ตลาดหุ้นโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.1% โดยตลาดได้รับแรงหนุนจากท่าทีของ ปฑธน.ทรัมป์ต่อการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนน้อยกว่าที่ตลาดกังวลและการออก Executive order ที่เป็นมิตรกับตลาด และรัฐบาลจีนออกนโยบายสนับสนุนให้กองทุนและบริษัทประกันเข้าลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น รวมไปถึงค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าส่งผลให้ตลาด EM ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดี นอกจากนั้นผลประกอบการใสหรัฐนภาพรวมออกมาดีกว่าที่คาดและตัวเลขเศรษฐกิจจีนเริ่มมีภาพการฟื้นตัว
Markets
Global Morning Routine - 27 ม.ค. 2568

บทสรุป
- ในสัปดาห์ก่อน มีแรงซื้อกลับในตราสารหนี้ จากท่าทีของ ปธน.ทรัมป์ที่ต้องการเห็นดอกเบี้ยลดลงมากกว่านี้ ส่วนตลาดหุ้นโลกและ Growth มีเงินไหลเข้าหลังมองว่านักลงทุนยังมองสินทรัพย์เสี่ยงน่าสนใจแต่ต้องการกระจายความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเงินไหลเข้าตลาดจีนจากมาตรการสนับสนุนตลาดและท่าทีทรัมป์ไม่กดดันจีนมากอย่างที่ตลาดกังวล รวมถึงมีแรงซื้อในกลุ่มเทคโนโลยีจากโครงการสนับสนุน AI ของสหรัฐอย่าง Stargate มูลค่าการลงทุนรวม 5 แสนล้านเหรียญ
- ปัจจัยที่เราแนะติดตามในสัปดาห์นี้ 1) การประชุมนโยบายการเงินของ FED และ ECB 2) ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง GDP PCE และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค 3) ตัวเลขเศรษฐกิจของยุโรป อย่าง GDP ยูโรโซน 4) การฟื้นตัวของจีนผ่านตัวเลข PMI ภาคการผลิตและนอกภาคการผลิต รวมถึงการบริโภคในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ของจีน 5) ผลประกอบการกลุ่มเทคฯใหญ่อย่าง MSFT META TSLA AAPL นอกจากนี้ติดตาม Advantest, ASML, Boeing, Canon, Caterpillar, Chevron, Dior, Colgate-Palmolive, Deutsche Bank, Exxon Mobile, GM, Intel, IBM, Lam Research, LVHM, Mastercard, Roche, SAP, Starbucks, T-Mobile, Visa, Volvo
- ภาพรวม – ภาวะของเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ออกไปในทิศทางที่ไม่ได้มี Upside มากนักเพราะน่าจะเป็นไปตามที่ตลาดคาด ทั้งการคงดอกเบี้ยของ FED และการลดดอกเบี้ยของ ECB รวมไปถึงตัวเลขในฝั่งจีนที่ทรงตัว ส่วนญี่ปุ่นน่าจะได้รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อ อย่างไรก็ดีท่าทีของ ปธน.ทรัมป์จะยังเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดผ่านการออกนโยบายต่างซึ่งมองว่าจะยังเป็นมิตรกับตลาดทุนอยู่ เช่นเดียวกับผลประกอบการของสหรัฐที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งอาจจะช่วยลดความกังวลต่อภาพเศรษฐกิจมหภาคที่เติบโตช้าได้ ทั้งนี้บริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐและยุโรปจะเริ่มประกาศผลประกอบการในสัปดาห์นี้
- กลยุทธ์ – สัปดาห์นี้ (27-31 ม.ค.) มองว่า 1) ธนาคารกลางสหรัฐมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายซึ่งเป็นการหยุดลดดอกเบี้ยครั้งแรกตั้งแต่ ก.ย. 2024 ส่วน ECB จะลดดอกเบี้ย 25bps 2) ความเชื่อมั่นสหรัฐมีแนวโน้มที่ดีขึ้น MoM มองเป็นจากการจ้างงานและกระแสของ ปธน.ทรัมป์ 3) GDP ของสหรัฐที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.6% ชะลอตัวลงจาก 3.1% ใน 3Q24 เช่นเดียวกับ EU 4) PMI จีนที่คาดว่าจะทรงตัว MoM 5) ตัวเลขเงินเฟ้อญี่ปุ่นที่จะเร่งตัวขึ้นอาจจะส่งผลกับค่าเงินเยน 6) ผลประกอบการในสหรัฐที่มีแนวโน้มดี เรามองว่าผลประกอบการมีแนวโน้มดีจะช่วยสนับสนุนได้ต่อ
- หุ้นแนะนำ – เราแนะนำหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการดีใน 4Q24 และมีแนวโน้มดีใน 2025 อย่าง MSFT และ META

