ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลดลง 1.3% ตลาดตลาดได้รับแรงกดดันจากท่าทีของ ปธน.ทรัมป์ จะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโก แคนาดา จีนและยุโรป ทำให้ตลาดกังวลกับความเสี่ยงสงครามการค้า รวมถึงแนวโน้มผลประกอบการในสหรัฐไม่ได้ดีอย่างที่คาดหวัง ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอตัวลง ญี่ปุ่นเผชิญกับนโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้น ส่วนจีนมีภาพแรงขายทำกำไรกลุ่มเทคโนโลยี ในขณะที่ยุโรปได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงานที่ลดลงและความพยายมในการเจรจายุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน
Markets
Global Morning Routine - 3 มี.ค. 2568

บทสรุปสำหรับสัปดาห์
- ในสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสเงินในตราสารหนี้ผันผวน มีแรงซื้อในตราสารหนี้จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอตัวลงและความกังวลต่อนโยบายของ ปธน.ทรัมป์ ด้านตลาดจีนมีแรงซื้อหลังตัวเลขเศรษฐกิจและผลประกอบการเริ่มมีการฟื้นตัวที่ดีขึ้น รวมถึงกระแสของ AI ในจีนที่โดดเด่น สวนทางตลาด EM ที่มีแรงขายจากแนวโน้มความเสี่ยงนโยบายภาษีของสหรัฐและค่าเงินดอลลาร์ผันผวน
- ปัจจัยที่เราแนะติดตามในสัปดาห์นี้ 1) ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง PMI ภาคการผลิตและบริการ รวมถึงตัวเลขตลาดแรงงาน เช่น การจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงาน 2) การประชุมนโยบายการเงินของ ECB 3) ตัวเลขเศรษฐกิจยูโรโซน อย่าง PMI ภาคการผลิตและบริการ 4) การประชุมรัฐสภาจีน รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจจีนทั้งยอดส่งออกของและดัชนี Caixin PMI 5) การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐบนแคนาดา เม็กซิโกและจีน 6) ผลประกอบการ Adidas, Broadcom, Costco Wholesale, CrowdStrike, Deutsche Post, Hewlett Packard Enterprise, JD, Marvell Technology, Merck, Reckitt Benckiser, Ross Store, Sea, Target, Universal Music, Zscaler
- ภาพรวม – ภาพเศรษฐกิจมหภาคมีสัญญาณของการชะลอตัวลงทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง และได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากนโยบายการควบคุมการส่งออกชิปของสหรัฐไปยังจีนและการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐ ทำให้ตลาดกังวลกับบรรยากาศการลงทุนและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมไปถึงความไม่สามารถในการบรรลุข้อตกลงระหว่างยูเครนและสหรัฐทำให้สงครามระหว่างยูเครนและรัสเซียยืดเยื้อ ผลประกอบการที่ดีกว่าที่คาดของ Nvidia ก็มีความเสี่ยงของการลงทุนใน AI ที่ลดลงกดดัน เรามองว่าในสัปดาห์นี้ภาพสงครามการค้าจะกดดันตลาด ในขณะที่ผลประกอบการที่แข็งแกร่งจะช่วยลดทอนผลของความเสี่ยงเศรษฐกิจมหภาคได้ในระดับหนึ่ง
- กลยุทธ์ – สัปดาห์นี้ (3-7 มี.ค.) มองว่า 1) การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐ 2) ตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอลงต่อเนื่องส่วนการผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 3) เงินเฟ้อภาคบริกาของยุโรปมีแนวโน้มลดลง ทำให้ ECB ปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง 4) ตัวเลข PMI ของจีนยังมีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังสะท้อนความอ่อนแออยู่ 5) ธนาคารกลางเกาหลีและมาเลเซียมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยจากความกังวลเงินเฟ้อลดลง 6) ผลประกอบการในสหรัฐที่มีแนวโน้มดี เรามองว่าผลประกอบการมีแนวโน้มดีจะช่วยสนับสนุนได้แต่ความคาดหวังสูง
- หุ้นแนะนำ – เราแนะนำหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการดีใน 4Q24 และมีแนวโน้มดีใน 2025 อย่าง CRWD, Xiaomi

