ตลาดหุ้นโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น 1% โดยตลาดได้รับแรงหนุนได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังต่อการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของรัฐบาลจีนและการเจรจาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน รวมไปถึงนโยบายภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐและการกีดกันการส่งออกชิปไปจีนนั้นมีแนวโน้มน้อยกว่าที่ตลาดกังวลและเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่ง โดย PMI เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปี นอกจากนั้นการใช้จ่ายของสหรัฐยังมีแนวโน้มที่ดีในช่วง Black Friday
Markets
Global Morning Routine - 2 ธ.ค. 2567

บทสรุป
- กระแสเงินในตราสารหนี้ผันผวน มีแรงซื้อกลับในตราสารหนี้หลังความคาดหวังการลดดอกเบี้ยช้าสะท้อนอยู่ในราคาแล้วระดับหนึ่งและแนวโน้มภาษีทรัมป์อาจจะน้อยกว่าที่ตลาดกังวล ส่วนหุ้นขนาดเล็กและกลุ่มการเงินมีกระแสเงินไหลเข้าจากความคาดหวังต่อประโยชน์ที่จะได้จากรัฐบาลทรัมป์ อย่างไรก็ดีตลาดหุ้นจีนและตลาด EM มีเงินไหลออกจากความกังวลที่ ปธน.ทรัมป์จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าและจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น
- ภาพรวม – ปัจจัยเชิงเศรษฐกิจมหภาคคาดว่าจะมีน้ำหนักมากกว่าเศรษฐกิจจุลภาคเนื่องจากในช่วงนี้ตลาดอยู่ในช่วงการดูพัฒนาการของเศรษฐกิจในสหรัฐ (แข็งแกร่ง) ยุโรป (อ่อนแอ) และจีน (ฟื้นตัวช้าๆ) ซึ่งอาจจะส่งผลต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยและความคาดหวังในการเติบโตซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางตลาด ในขณะที่ผลประกอบการเริ่มน้อยลงและแนวโน้มไม่ค่อยดีมากนักและบริษัทใหญ่ได้ผ่านการประกาศผลประกอบการไปหมดแล้วจึงทำให้ผลต่อตลาดจึงไม่สูงมากนัก อย่างไรก็ดีมองว่าแนวโน้มการลดดอกเบี้ยยังไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก ทำให้ในภาพรวมตลาดยังมีแนวโน้มระยะกลางดีอยู่ ปัจจัยระยะสั้นจากความขัดแย้งในตะวันออกลางที่ลดลงและเรื่องภาษีที่น้อยกว่าที่คาดทำให้เป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดในระยะสั้น
- กลยุทธ์ –สัปดาห์นี้ (2-6 ธ.ค.) มองว่า 1) ISM ภาคการผลิตของสหรัฐมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นจากเดือน ต.ค. ส่วนการเปิดตำแหน่งงานใหม่ 2) รายงาน Beige Book ที่สะท้อนภาพการใช้จ่ายและการเติบโตหลังการเลือกตั้งสหรัฐ 3) ยอดการผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีซึ่งคาดว่าจะอ่อนแอโดยได้รับแรงกดดันจากกลุ่มยานยนต์ 4) ท่าทีของประธาน FED และ ECB ที่มีแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลงต่อการลดดอกเบี้ย 5) กลุ่ม OPEC และ Non-OPEC ประชุมเรื่องการผลิตในเดือน ม.ค. ดังนั้นมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งและท่าทีของ FED น่าจะทำให้ตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นได้
- หุ้นแนะนำ – เราแนะนำหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการดีใน 4Q24 และมีแนวโน้มดีใน 2025 อย่าง V และ NVDA

