Café Invest
Markets

Google จำกัดปริมาณการเข้าใช้งานโมเดล Gemini ของ Meta

Google จำกัดปริมาณการเข้าใช้งานโมเดล Gemini ของ Meta

Google ได้ประกาศจำกัดปริมาณการเข้าใช้งานโมเดลปัญญาประดิษฐ์ Gemini ของ Meta ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากเผชิญปัญหาคอขวดเชิงโครงสร้างพื้นฐานและภาวะพลังประมวลผลขาดแคลนอย่างหนัก ส่งผลกระทบโดยตรงให้โครงการพัฒนาเทคโนโลยีภายใน ตลอดจนระบบรักษาความปลอดภัยและการคัดกรองเนื้อหาหลังบ้านของ Meta ต้องหยุดชะงักและเกิดความล่าช้าออกไป บีบให้ Meta ต้องแก้เกมด้วยการเร่งพัฒนาโมเดลและระบบดาต้าเซ็นเตอร์ของตนเองเพื่อลดการพึ่งพาภายนอกในระยะยาว

1) รายละเอียดข่าว Google จำกัดการเข้าถึงโมเดล AI ของ Meta

  • สำนักข่าว Financial Times รายงานว่า Alphabet Inc. หรือ Google ได้แจ้งแก่ Meta Platforms ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมว่า จำเป็นต้องจำกัดปริมาณการเข้าใช้งานโมเดลปัญญาประดิษฐ์ Gemini ที่ Meta ต้องการสั่งซื้อเพิ่ม
  • สาเหตุหลักมาจากปัญหาคอขวดด้านโครงสร้างพื้นฐานคอมพิวเตอร์และพลังประมวลผลตึงตัวอย่างหนัก แม้ Google จะพยายามขยายความจุอย่างเต็มที่ผ่านข้อตกลงเช่าพลังประมวลผลจาก SpaceX ของ Elon Musk แต่ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการอันมหาศาลของ Meta

2) ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและสาเหตุของคอขวด

  • ข้อจำกัดด้านความจุพลังประมวลผล: อุปสรรคสำคัญคือโควตาพลังประมวลผลของระบบคลาวด์และชิปประมวลผล ซึ่ง Google ไม่สามารถจัดสรรให้ Meta เช่าใช้เพิ่มเติมได้ตามปริมาณที่ต้องการ
  • แม้ Google จะพยายามขยายความจุอย่างเต็มที่ผ่านข้อตกลงเช่าพลังประมวลผลจากSpaceX ของ Elon Musk แต่ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการอันมหาศาลของMeta
  • กลไกการทำงานของโควตาประมวลผล: เมื่อ Meta ส่งคำสั่งให้ Gemini ตรวจสอบพฤติกรรมทุจริตหรือลบเนื้อหาอันตราย ระบบจะแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นหน่วยข้อมูลที่เรียกว่า Tokens จากนั้นจะส่งผ่านเครือข่ายไปคำนวณยังชิปประมวลผลกราฟิกหรือชิปประมวลผลเทนเซอร์บนคลัสเตอร์ดาต้าเซ็นเตอร์ของ Google การคัดกรองเนื้อหาปริมาณมหาศาลจึงต้องใช้พลังประมวลผลและจำนวน Token จำนวนมากในระดับมิลลิวินาที
  • ปัจจัยที่ทำให้เกิดคอขวด: ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากซอฟต์แวร์ แต่เป็นเพราะโครงสร้างพื้นฐานเติบโตไม่ทันความต้องการ โดยกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ต่างแย่งทรัพยากรกันจนเกิดข้อจำกัดใน 3 ด้าน ได้แก่:
    1. ภาวะขาดแคลนชิป: ชิปประมวลผลขั้นสูงสำหรับปัญญาประดิษฐ์ถูกจองล่วงหน้าเต็มโควตาการผลิต
    2. วิกฤตพลังงาน: ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับกิกะวัตต์ไม่มีกระแสไฟฟ้าเพียงพอสำหรับการเปิดระบบพร้อมกันทั้งหมด
    3. ข้อจำกัดภายในของ Google: Google ต้องจ่ายเงินให้ SpaceX สูงถึง 920 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนเพื่อเช่าพลังประมวลผลเสริม ส่งผลให้ไม่มีโควตาเหลือพอที่จะปล่อยเช่าช่วงต่อให้แก่คู่แข่งรายใหญ่อย่าง Meta
  • ข้อจำกัดด้าน Token: ส่งผลให้ Meta เผชิญขีดจำกัดในการส่งข้อมูลไปประมวลผล นำไปสู่ความล่าช้าและส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในระบบประมวลผลข้อมูลหลังบ้าน

3) ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างและการพึ่งพาอาศัย

ทั้งสองบริษัทมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในลักษณะที่เป็นทั้งพันธมิตรและคู่แข่งในเวลาเดียวกัน

  • สาเหตุที่ Meta ไม่มีธุรกิจคลาวด์สาธารณะ:
    • แบบจำลองธุรกิจที่เน้นรายได้จากการโฆษณา: รายได้หลักเกือบทั้งหมดของ Meta มาจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและการขายโฆษณาออนไลน์ โครงสร้างพื้นฐานและดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดจึงถูกออกแบบและปรับแต่งเพื่อใช้งานภายในสำหรับรองรับผู้ใช้จำนวนหลายพันล้านคน โดยไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อเปิดให้เช่าเชิงพาณิชย์
    • ความยากในการสร้างผลกำไร: การดำเนินธุรกิจคลาวด์สาธารณะให้แก่บุคคลภายนอกต้องลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างระบบบริหารจัดการความปลอดภัย การตลาด และการบริการหลังการขาย ซึ่ง Google Cloud ต้องใช้เวลานานและสูญเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์กว่าจะเริ่มพลิกกลับมาทำกำไร Meta จึงเลือกนำเงินทุนไปพัฒนผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค ปัจจุบัน Mark Zuckerberg ระบุว่าบริษัทกำลังสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เพื่อรองรับปัญญาประดิษฐ์ของตนเอง และจะพิจารณาเปิดให้เช่าเชิงพาณิชย์ต่อเมื่อมีพลังประมวลผลเหลือใช้เท่านั้น
  • การพึ่งพา Google ในฐานะผู้ให้บริการ: Meta ไม่มีระบบคลาวด์สาธารณะที่เปิดให้แอปพลิเคชันภายนอกเชื่อมต่อเพื่อดึงโมเดลขนาดใหญ่มาประมวลผลสลับไปมาได้อย่างคล่องตัว จึงจำเป็นต้องทำสัญญามูลค่ามหาศาลเพื่อใช้ระบบของ Google ในการรันโมเดลปัญญาประดิษฐ์
  • การพึ่งพาด้านซอฟต์แวร์: ในระยะแรกโมเดลรูปแบบเปิดซอร์สของ Meta ยังมีประสิทธิภาพเป็นรอง Gemini ในงานบางประเภท Meta จึงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีของ Google ในระบบหลังบ้านที่สำคัญ ประกอบด้วย:
    1. ระบบรักษาความปลอดภัย: การตรวจจับเนื้อหาอันตรายและการลบหน้าเพจมิจฉาชีพหรือพฤติกรรมฉ้อโกงบน Facebook และ Instagram
    2. ระบบบริการลูกค้า: การใช้แชตบอตตอบคำถามผู้ใช้บริการและผู้ลงโฆษณา

4) ผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ

  • ผลกระทบต่อ Meta: โครงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ภายในหลายโครงการต้องหยุดชะงักและล่าช้าออกไป รวมถึงเกิดความเสี่ยงชั่วคราวในระบบคัดกรองความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
  • ผลกระทบต่อ Google: สูญเสียรายได้จำนวนมากที่ควรจะได้รับจากการขายโควตาความจุคลาวด์เพิ่มเติมให้แก่ Meta และสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาคอขวดด้านโครงสร้างพื้นฐานกำลังกลายเป็นขีดจำกัดในการเติบโตทางรายได้ของบริษัท
  • ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในภาพรวม: สถานการณ์นี้ตอกย้ำว่าวิกฤตพลังงานและภาวะขาดแคลนพลังประมวลผลเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกเผชิญแรงเทขายจากความกังวลว่าต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์จะฉุดรั้งผลกำไรของบริษัทเทคโนโลยี

5) วิธีการรับมือของแต่ละฝ่าย

  • มาตรการระยะสั้นของ Meta: สั่งการให้วิศวกรและพนักงานภายในบริษัทจำกัดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ AI Tokens ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด
  • มาตรการระยะยาวของ Meta:
    1. เร่งผลักดันโมเดลใหม่ของตนเองในชื่อ Muse Spark เพื่อดึงระบบงานหลังบ้านกลับมาบริหารจัดการเองและลดการพึ่งพาโมเดลจากภายนอก
    2. ปรับเปลี่ยนงบประมาณเพื่อเร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และพัฒนาชิปของตนเองแบบครบวงจร เพื่อลดความเสี่ยงจากการผูกติดกับระบบคลาวด์ของคู่แข่ง
  • มาตรการรับมือของ Google: เร่งจัดหาความจุเพิ่มเติมจากพันธมิตรภายนอก เช่น การทำสัญญาคลาวด์กับ SpaceX เพื่อนำพลังประมวลผลมาเสริมในระบบให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า

6) มุมมองของ InnovestX

  • ผู้ได้ประโยชน์:
    • ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานทางเลือก เช่น SpaceX: ได้รับสัญญามูลค่ามหาศาลจากการแย่งชิงพลังประมวลผลของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่
    • กลุ่มโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดเล็ก: โมเดลที่ใช้พลังงานต่ำและประมวลผลได้รวดเร็ว เช่น Muse Spark จะกลายเป็นที่ต้องการของตลาดเพื่อลดต้นทุนด้านพลังคอมพิวท์
  • ผู้เสียประโยชน์:
    • Meta: โครงการพัฒนาหยุดชะงัก ต้นทุนการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพิ่มสูงขึ้น และถูกกดดันให้ต้องเร่งลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ของตนเองเร็วขึ้น
    • Google: สูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้ขั้นสูงสุดจากลูกค้ารายใหญ่อย่าง Meta เนื่องจากไม่สามารถขยายระบบได้ทันความต้องการ
  • ระยะสั้น: คาดว่าราคาหุ้น Meta และ GOOGL จะเผชิญแรงกดดันเชิงจิตวิทยา (Sentiment เชิงลบ) จากภาระค่าใช้จ่ายในการลงทุนและต้นทุนการดำเนินงานที่เร่งตัวขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากปัญหาคอขวดด้านพลังประมวลผลซึ่งเป็นปัจจัยกดดันภาพรวมของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
  • ระยะกลาง-ยาว: ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโต โดยประเมินว่าเม็ดเงินลงทุนในปัจจุบันจะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และหนุนการเติบโตของผลประกอบการได้อย่างยั่งยืนในอนาคต โดยเรามองบวกต่อ GOOGL มากกว่าจากภาพระบบนิเวศน์ที่ครบวงจรและความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจที่ดี


    ข้อสงวนสิทธิ์
    ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
  • INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

Google จำกัดปริมาณการเข้าใช้งานโมเดล Gemini ของ Meta | Café Invest