Café Invest
Markets

Energy at play - 17 มิ.ย. 2568

Energy at play - 17 มิ.ย. 2568

Key Highlights

  • สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบ Brent +12.8%WoW, GRM -51%, ถ่านหิน (NEX) +0.6%, ราคาก๊าซ US -4.6%
  • กลุ่ม O&G +8.3%WoW, โรงกลั่น +5.6%, ปิโตรเคมี +2.1%, ไฟฟ้า -3.1%, ถ่านหิน -1.3%
  • Energy at Play ฉบับนี้พูดถึงอิสราเอลโจมตีอิหร่านกดดันบรรยากาศการลงทุนโลก และทำให้ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวตาม Sentiment มากกว่าปัจจัยเชิงพื้นฐาน ทำให้ราคาน้ำมันหนุนจากความกังวลขัดแย้งที่อาจลุกลามและความเสี่ยงเชิงพื้นฐานต่ออุปทานที่อาจทำให้ตลาดน้ำมันปีนี้เสี่ยงพลิกขาดดุล ในกรณีเลวร้ายสุดคาดจะแย่กว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครน รอเก็งกำไร PTTEP และ PTT
  • ยุโรปจะยกระดับคว่ำบาตรท่อส่งก๊าซฯ รัสเซีย ซ้ำเติมอุปทานก๊าซฯ แหล่งอื่นที่ชะลอลง ขณะที่เริ่มเห็นความต้องการ LNG สูงขึ้นก่อนเข้าฤดูร้อน มองเป็นลบระยะสั้นต่อโรงไฟฟ้า SPP สะสม BCP

ราคาน้ำมันมีความเสี่ยงขาขึ้นหลังอิสราเอลโจมตีอิหร่าน เสี่ยงลุกลามต่ออุปทานโลก

ราคาน้ำมันดิบได้ปัจจัยหนุนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เช้ามืดวันที่ 13 มิ.ย. 2025 อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่อิหร่าน มุ่งเป้าที่ผู้นำทหาร, โรงผลิตมิสไซล์, โครงการวิจัยนิวเคลียร์ และโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน และอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีด้วยโดรน (CNBC) ซึ่งเกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจาก ปธน. ทรัมป์ได้สั่งเคลื่อนย้าย จนท. บางส่วนในอิรักออกจากพื้นที่ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย (BBC)

ปัจจัยเชิง Sentiment จะมีอิทธิพลต่อทิศทางราคาน้ำมันในระยะต่อไป เทียบกับที่ผ่านมาที่ถูกกดดันจากปัจจัยเชิงพื้นฐาน เช่น ตลาดน้ำมันที่มีแนวโน้มเกินดุลตลอดปี 2025 (Figure 2) และล่าสุด OPEC+ เร่งเพิ่มการผลิต มองราคาน้ำมันดิบจะยังมี Upside อีกหากการโจมตียืดเยื้อออกไป ทั้งจาก War Premium ที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้สะท้อนไปในวันที่ 13 มิ.ย. 2025 ปรับขึ้นแตะ US$78/bbl หรือ +12%DoD และจากความเสี่ยงเชิงพื้นฐานต่ออุปทานซึ่งมีความเป็นไปได้ 3 กรณี คือ 1) อิหร่านหยุดส่งออกน้ำมัน ประเมินจะกระทบต่อการผลิตน้ำมันราว 800kBD หรือ 0.8% ของอุปทานโลก จากการผลิตที่จะลดลงสู่ระดับเทียบเท่าต้นปี 2023 ที่ 2.5MBD ซึ่งเป็นช่วงก่อนอิหร่านเร่งการผลิตเพื่อส่งออกสู่จีน (Figure 3), 2) อิหร่านผลิตน้ำมันลดลง ประเมินจะกระทบต่อการผลิต 1.3MBD หรือ 1.3% ของอุปทานโลก จากการลดการผลิตใกล้เคียงกับช่วงที่เผชิญมาตรการคว่ำบาตรสูงสุดที่ 2.0MBD มีความเป็นไปได้ที่ตลาดน้ำมันจะพลิกเป็นขาดดุลหากการโจมตียืดเยื้อในกรณีที่ 1 และ 2 เทียบตลาดน้ำมันในปี 2025 ที่ IEA คาดว่าจะเกินดุลราว +700kBD อย่างไรก็ตามมองว่าจะมีผลกระทบจำกัดเนื่องจากมีโลกอุปทานสำรองรองรับ ทั้งจากการผลิตสำรองของ OPEC+ ราว 4.63MBD จากส่วนที่ยังไม่เพิ่มคืนจากมาตรการลดการผลิตโดยสมัครใจ 2.2MBD และส่วนที่เคยลดไปตั้งแต่ปี 2022 ที่ 3.6MBD และสต็อกน้ำมันสำรองฉุกเฉินของ IEA ราว 1,200MB และอุปสงค์ที่จะลดลงอีกจากเดิมที่ถูกกดดันจากสงครามการค้า ส่วน 3) กรณีเลวร้ายที่สุด อิหร่านปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นทางผ่านหลักของอุปทานจากตะวันออกกลางสู่โลก มีการขนส่งน้ำมันดิบถึง 15.7MBD หรือราว 19.3% ของอุปทานโลก (Figure 4) และกว่า 83% ส่งไปเอเชีย มีความเป็นไปได้ที่ Brent จะพุ่งยืนเหนือ US$100/bbl แต่คาดจะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง เชิงกลยุทธ์ รอจังหวะเก็งกำไร PTTEP และ PTT ซึ่งเป็นผู้ได้ประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น ติดตามพัฒนาการสถานการณ์ระหว่างสองประเทศ และท่าทีของประเทศในตะวันออกกลางและท่าทีของ ปธน. สหรัฐฯ ในการเข้ามาระงับความไม่สงบและการเจรจานิวเคลียร์ต่อจากนี้

ยุโรปจะยกระดับคว่ำบาตรก๊าซฯ รัสเซีย อุปสงค์เริ่มสูงขึ้นก่อนเข้าฤดูร้อน ลบต่อ SPP

คกก. ยุโรปเสนอมาตรการระงับการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับท่อส่งก๊าซฯ Nord Stream และ Nord Stream 2 เพื่อยกระดับการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย แต่ในปี 2024 ยุโรปยังคงนำเข้าก๊าซฯ จากรัสเซียทั้งในรูปของก๊าซฯ ผ่านท่อและ LNG ราว 9.7% และ 7.3% ของอุปทานทั้งหมด (Figure 5) และในระยะสั้นอุปสงค์ LNG มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการในฤดูร้อน เช่น สเปนที่นำเข้า LNG เพิ่มขึ้น 31%YoY ในช่วง 2Q25TD (Platts) และเอเชียที่เริ่มเห็นสัญญาณนำเข้าเพิ่มขึ้นใน พ.ค. 2025 (Oilprice.com)

มองระยะสั้นราคา LNG และราคาก๊าซฯ ยุโรปมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อ (Figure 6) จากความเสี่ยงการยกระดับคว่ำบาตรในข้างต้นและ LNG จากการ์ตาที่อาจได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยยุโรปพึ่งพาเพียง 4% ของอุปทานทั้งหมด โดยตลาดได้สะท้อนความกังวลดังกล่าวผ่านราคา JKM ในวันดังกล่าวที่พุ่งขึ้น 7.4% ซ้ำเติมอุปทานที่ชะลอตัวจากการซ่อมบำรุงตามฤดูกาลของแหล่งก๊าซฯ นอร์เวย์และโรงผลิต LNG สหรัฐฯ ท่ามกลางอุปสงค์ที่สูงขึ้นจากฤดูร้อน และยุโรปที่เติมก๊าซฯ สำรองต่อเนื่อง โดยระดับก๊าซฯ สำรองล่าสุดอยู่ที่ 52.4% (Figure 7) มองเป็นลบระยะสั้นต่อธุรกิจโรงไฟฟ้า SPP ตามต้นทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและนโยบายค่า Ft ที่ยังไม่แน่นอน เชิงพื้นฐาน ทยอยสะสม BCP ที่ได้ประโยชน์จากราคาก๊าซฯ ยุโรปที่ปรับขึ้นผ่านธุรกิจก๊าซฯ ในนอร์เวย์ ส่วนธุรกิจโรงกลั่นมองว่าจะได้รับผลกระทบจำกัดจากราคา Premium น้ำมันดิบดูไบปรับสูงขึ้นหากสถานการณ์ตึงเครียดขึ้น เทียบกับ TOP และ SPRC ที่พึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูง (Figure 8) และการขาดทุนสต็อกมีแนวโน้มลดลงตามราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น

ความเสี่ยง: เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน, การเมืองในประเทศ, นโยบายพลังงานของใหม่สหรัฐฯ และของไทย, สถานการณ์ตะวันออกกลางและรัสเซีย-ยูเครน, นโยบายการผลิตของ OPEC+