OPEC+ เร่งการผลิตน้ำมันใน ก.ค. ตามคาด อุปสงค์ยังคงถูกกดดันจากภาษีสหรัฐฯ
อุปทานน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก OPEC+ มีมติเร่งเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบใน ก.ค. ขึ้นเป็นสามเท่าสู่ +411kBD ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม ทำให้การผลิตเพิ่มกลับคืนแล้วราว +1.2MBD หรือ 56% ของมาตรการลดการผลิตโดยสมัครใจที่ 2.2MBD (Reuters) แต่คงยึดตามแผนลดการผลิตเดิม 3.6MBD ไว้ถึงสิ้นปี 2026 (Platts) และการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2025 สู่ 13.3MBD (Figure 2) ส่วนศาลอุทธรณ์รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ได้สั่งระงับคำตัดสินระงับมาตรการภาษีนำเข้า ทำให้มาตรการดังกล่าวคงมีผลบังคับใช้ต่อไป กลับมาเป็นปัจจัยกดดันต่ออุปสงค์อีกครั้ง (CNBC)
มองราคาน้ำมันดิบจะยังคงเผชิญแรงกดดันต่อท่ามกลางอุปทานน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งจาก OPEC+ จากการเร่งเพิ่มการผลิตในข้างต้น, คาซักสถานที่ผลิตเกินโควตามในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากไม่สามารถควบคุมการผลิตของผู้ประกอบการต่างชาติที่ดำเนินการในกว่า 70% ของแหล่งน้ำมันของคาซักสถาน (Oilprice.com, Figure 3) และจากมาตรกรภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ยังคงมีผลต่อ ระมัดระวังการลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันต้นน้ำจนกว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายพลังงานและภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ โดยเฉพาะผู้ที่มีสัดส่วนการผลิตน้ำมันแบบ Shale สูง เช่น DVN.US และ OXY.US ซึ่งมีจุดคุ้มทุนสูงเมื่อเทียบกับการผลิตรูปแบบอื่นที่ราว US$55-65/bbl (Reuters) มองเป็นบวกต่อกลุ่มค้าปลีกน้ำมันตามราคาน้ำมันโลกที่มีแนวโน้มลดลง เชิงกลยุทธ์ สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ รอจังหวะเก็งกำไร OR ที่กระจายความเสี่ยงเชิงธุรกิจใน Non-oil ที่แข็งแกร่ง และมี Upside จากการจำหน่ายน้ำมันอากาศยานที่มีมาร์จิ้นสูง และหากพิจารณากำลังการผลิตสำรองของ OPEC+ ที่เหลืออยู่ในข้างต้น ในกรณีเลวร้ายที่สุดมองว่าเพียงพอหาก OPEC+ จะตัดสินใจเพิ่มการผลิตเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดจากสหรัฐฯ เช่นเดียวกับช่วงปี 2014-2016 ท่ามกลางปัจจุบันที่จุดคุ้มทุนของการผลิตน้ำมันแบบ Shale ในสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงจากต้นทุนโครงการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 17 ไตรมาส (Dallas Fed) อย่างไรก็ตามการเพิ่มการผลิตไม่สามารถเพิ่มได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ และในช่วงดังกล่าว OPEC ไม่ประสบความสำเร็จในการแย่งส่วนแบ่งตลาดจากสหรัฐฯ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับลงสู่ US$30/bbl จาก US$115/bbl (Figure 4)
ซาอุฯ จะลดราคาส่งออกสู่เอเชียลง ลดต้นทุน-หนุนค่าการกลั่นทรงตัวในระดับสูง
ซาอุฯ เตรียมจะลดราคาส่งออกอย่างเป็นทางการ (OSP) สู่เอเชียลงใน ก.ค. 2025 ลงสู่ระดับต่ำที่สุดในรอบ 6 เดือน (Figure 5) หลังอุปทานในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการเร่งการผลิตของ OPEC+ (Reuters) ส่วนสหรัฐฯ ได้เข้าสู่ช่วงฤดูขับขี่แล้วตั้งแต่ช่วงวันหยุดยาวเมื่อวันที่ 24 พ.ค. และจะสิ้นสุดในวันที่ 1 ก.ย. 2025
มองค่าการกลั่นจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงค่าเฉลี่ยช่วง 2Q25TD ที่ US$5/bbl (Figure 6) ท่ามกลางอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปที่อยู่ในระดับต่ำจากระดับสต็อกน้ำมันสำเร็จรูปของโลกที่คงอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่องและรวมถึงของสหรัฐฯ (Figure 7) คงมองเป็นบวกต่อธุรกิจโรงกลั่น โดยเฉพาะโรงกลั่นที่มีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางสูง (TOP, SPRC) ที่คาดว่าจะมี Upside เพิ่มเติมต่อค่าการกลั่นตามอุปทานน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มการผลิตของ OPEC+ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งเป็นเหตุให้ซาอุฯ ลด OSP ส่งออกน้ำมันดิบสู่เอเชียลง เชิงกลยุทธ์ สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ เก็งกำไร SPRC ที่มองว่าได้ประโยชน์สูงสุดจากฤดูขับขี่ในสหรัฐฯ ที่หนุนการบริโภคเบนซิน โดยเฉพาะช่วง 1 เดือนถัดจากนี้ที่คาดว่าจะมีการใช้เบนซินมากขึ้น จากสถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่าสต็อกเบนซินของสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในช่วง ก.ค.-ส.ค. (Figure 8) และมีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางราวครึ่งหนึ่ง เชิงพื้นฐาน ทยอยสะสม BCP ที่มีการกระจายความเสี่ยงเชิงธุรกิจสูง แต่ค่าการกลั่นมีความเสี่ยงระยะสั้นจากการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปจากค่าการกลั่นมีความน่าดึงดูด ขณะที่อุปสงค์ในจีนอ่อนแอ (Oilprice.com)
ความเสี่ยง: เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน, การเมืองในประเทศ, นโยบายพลังงานของใหม่สหรัฐฯ และของไทย, สถานการณ์ตะวันออกกลางและรัสเซีย-ยูเครน, นโยบายการผลิตของ OPEC+
Download PDF Click > Energy-at-Play_250604_T.pdf