Café Invest
Markets

Bitcoin หลุด $76,000 หลัง CLARITY Act สะดุด เปิด 3 ประเด็น มีผลต่อตลาด Crypto

Bitcoin หลุด $76,000 หลัง CLARITY Act สะดุด เปิด 3 ประเด็น มีผลต่อตลาด Crypto
  • Bitcoin ปรับตัวลงต่ำกว่า $76,000 ท่ามกลางความไม่แน่นอนของ CLARITY Act หลังการเจรจาในวุฒิสภาสหรัฐฯ ยังไม่มีข้อสรุป และยังรวบรวมเสียงสนับสนุนได้ไม่เพียงพอก่อนการลงมติขั้นแรก ส่งผลให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงก่อนทราบผลการโหวต อีกทั้ง ตลาดให้น้ำหนัก Fed ขึ้นดอกเบี้ย 25 bps สูงถึง 92%
  • Bitcoin ETF เริ่มมีเงินไหลกลับ แต่ภาพ 7 วันยังเป็น Outflow: Spot Bitcoin ETF มีเงินไหลเข้าสุทธิ $147.42 ล้านในวันที่ 15 ก.ย. แต่ย้อนหลัง 7 วันยังไหลออกสุทธิ $336.16 ล้าน ขณะที่ Ethereum ETF มีเงินไหลเข้าสุทธิ $221.91 ล้านในช่วงเดียวกัน สะท้อนว่า Fund Flow ของ ETH แข็งแกร่งกว่า BTC ในระยะสั้น
  • Bitcoin Miners เร่งเปลี่ยนสู่ AI: CoinShares ระบุว่า Hashrate อย่างน้อย 35 EH/s มีแผนถูกโยกออกจากบริษัทเหมือง Bitcoin จดทะเบียน สะท้อนการนำสินทรัพย์เดิมอย่าง Power และ Data Center Infrastructure ไปสร้างรายได้จาก AI และลดการพึ่งพารายได้จาก Bitcoin Mining เพียงอย่างเดียว
  • Tether เปิด StableFund $400 ล้าน ดัน USDT สู่ Private Credit: Tether ร่วมกับ Fasanara Capital เปิดกองทุน Private Credit ด้วยเงินเริ่มต้น $400 ล้าน และตั้งเป้าดึงเงินลงทุนภายนอกสูงสุด $3 พันล้าน เพื่อเชื่อม USDT เข้ากับ Lending และ Settlement ในเศรษฐกิจจริง สะท้อนว่า Stablecoin กำลังขยาย Use Case จากตลาด Crypto สู่ Traditional Finance
  • ปัจจัยมหภาคที่ต้องติดตาม: ตลาดจับตาผลประชุม Fed หากขึ้นดอกเบี้ย 25 bps แต่คง Dot Plot เดิม จะเป็นกรณีที่ดีต่อสินทรัพย์ดิจิทัลมากที่สุด ขณะที่การส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเป็นกรณีเลวร้ายที่สุด นอกจากนี้จับตา S&P Global Services PMI วันที่ 23 ก.ย. แต่คาดว่าตลาดจะให้น้ำหนักกับ Fed มากกว่า

สรุปสถานการณ์ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลสัปดาห์ที่ผ่านมา

Bitcoin ปรับตัวลงต่ำกว่า $76,000 ท่ามกลางความไม่แน่นอนของ CLARITY Act หลังการเจรจาในวุฒิสภาสหรัฐฯ ยังไม่มีข้อสรุป และยังรวบรวมเสียงสนับสนุนได้ไม่เพียงพอก่อนการลงมติขั้นแรก ส่งผลให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงก่อนทราบผลการโหวต อีกทั้ง ตลาดให้น้ำหนัก Fed ขึ้นดอกเบี้ย 25 bps สูงถึง 92%

ด้านการเคลื่อนไหวของตลาด Bitcoin ซื้อขายในกรอบ $76,000–$80,000 ขณะที่ Ethereum เคลื่อนไหวบริเวณ $2,400–$2,660

ปัจจัยมหภาคที่ต้องติดตามประจำสัปดาห์

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่นักลงทุนต้องติดตามคือผลของการประชุม Fed โดย ณ ตอนที่เขียนบทความนี้เราอาจจะยังไม่ทราบถึงผลของการประชุม แต่ตลาดให้น้ำหนักกับการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าคงดอกเบี้ย โดยเรามองว่าในกรณีที่มีการขึ้นดอกเบี้ย 25bps และมีการส่งสัญญาณว่าครั้งนี้จะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวไม่ใช่การเปลี่ยนแนวโน้มดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น (คง Dot plot เดิม) จะเป็นกรณีที่เรามองว่าจะดีต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลมากที่สุด แต่ในทางกลับกันกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือการที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยขึ้น 25bps และมีการส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก หรือเป็นการเปลี่ยน Dot plot ที่แสดงให้เห็นว่าดอกเบี้ยจะกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง

อีกหนึ่งตัวเลขสำคัญที่ต้องจับตาต่อเนื่องคือ S&P Global Services PMI หรือดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ขั้นต้น) เดือน ก.ย. ที่จะรายงานในวันที่ 23 ก.ย. หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาดจะสะท้อนการขยายตัวที่แข็งแกร่งของภาคบริการ ซึ่งอาจทำให้เป็นปัจจัยกดดันราคาสินทรัพย์ดิจิทัลเนื่องจากจะนำไปสู่แรงกดดันเพิ่มเติมในเรื่องความตึงตัวของนโยบายทางการเงิน อย่างไรก็ตามเรามองว่าเนื่องด้วยสัปดาห์นี้ (17-23 ก.ย.) ตลาดน่าจะให้น้ำหนักกับผลการประชุม Fed มากที่สุดจึงทำให้ประเด็นนี้อาจจะไม่ได้สร้างความผันผวนของราคามากในกรณีที่ออกมาสูงหรือต่ำกว่าคาด

Key Highlight 1: Bitcoin ETF กลับมาเป็นบวกรายวัน แต่ Ethereum ETF มี Flow ที่แข็งแกร่งกว่าในรอบสัปดาห์

กระแสเงินผ่าน Spot ETF เริ่มส่งสัญญาณที่น่าสนใจ โดยวันที่ 15 ก.ย. Spot Bitcoin ETF มีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 1,917 BTC หรือ $147.42 ล้าน หลังเผชิญแรงขายในช่วงก่อนหน้า สะท้อนว่าแรงซื้อผ่าน ETF เริ่มกลับมาในระยะสั้น

แต่หากดูในช่วงของ 7 วัน Bitcoin ETF ยังคงมี เงินไหลออกสุทธิประมาณ 4,372 BTC หรือ $336.16 ล้าน ดังนั้น Fund Flow ยังไม่สามารถยืนยันได้เต็มที่ว่าเงินลงทุนสถาบันกลับเข้าสู่ Bitcoin อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ Ethereum ETF กลับมีทิศทางตรงกันข้าม โดยมีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ $95.44 ล้านใน 1 วัน และ $221.91 ล้านในช่วง 7 วัน ทำให้ Flow ของ ETH แข็งแกร่งกว่า BTC ในระยะสั้น

Key Highlight 2: Bitcoin Miners เร่งเดินหน้าสู่ AI เมื่อ Data Center อาจสร้างรายได้มากกว่าการขุด Bitcoin เพียงอย่างเดียว

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมคือ Bitcoin Miners กำลังหันไปหา AI และ High-Performance Computing (HPC) มากขึ้น

โดย CoinShares ระบุว่า Hashrate อย่างน้อย 35 EH/s มีแผนถูกโยกออกจากกลุ่มบริษัทเหมือง Bitcoin จดทะเบียน โดย IREN มีรายงานแผนเปลี่ยนผ่านภายในสิ้นปี ขณะที่ Cipher อาจดำเนินการเพิ่มเติมภายในสิ้นปี 2027

ทำไม Bitcoin Miner ถึงไป AI?

หัวใจสำคัญคือบริษัทเหมือง Bitcoin ไม่ได้มีเพียงเครื่องขุด แต่หลายแห่งมีสินทรัพย์ที่ AI ต้องการอยู่แล้ว ได้แก่ ไฟฟ้าปริมาณมาก ที่ดิน ระบบ Cooling และ Data Center Infrastructure

เมื่อ Demand ด้าน AI Computing เพิ่มขึ้น โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จึงสามารถนำไปใช้กับ GPU และ HPC เพื่อให้บริการบริษัท AI หรือ Hyperscaler ได้ ทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง แทนที่จะพึ่งพาราคา Bitcoin, Mining Difficulty และ Block Reward เพียงอย่างเดียว

ดังนั้น การย้ายกำลังการประมวลผลออกจาก Bitcoin ไม่ได้หมายความว่าอุตสาหกรรม Mining กำลังหายไป แต่สะท้อนว่า Valuation ของหุ้น Miner อาจเริ่มเปลี่ยนจาก “Bitcoin Proxy” ไปสู่ “AI Infrastructure” มากขึ้น หากบริษัทสามารถเปลี่ยนสินทรัพย์ด้านพลังงานและ Data Center ให้สร้างรายได้ระยะยาวได้จริง

Key Highlight 3: Tether เปิด StableFund $400 ล้าน พา USDT จากตลาด Crypto สู่ Private Credit

อีกหนึ่งพัฒนาการสำคัญของ Stablecoin มาจาก Tether และ Fasanara Capital ที่เปิดตัว StableFund กองทุน Private Credit แบบ Evergreen ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นร่วมกัน $400 ล้าน และตั้งเป้าดึงเงินลงทุนจากสถาบันภายนอกสูงสุด $3 พันล้าน

กองทุนมุ่งให้สินเชื่อระยะสั้นที่มีสินทรัพย์หนุนหลังแก่ธุรกิจ SMEs และผู้กู้ผ่านเครือข่าย FinTech โดย Fasanara ซึ่งมี AUM มากกว่า $6 พันล้านจะรับหน้าที่บริหารและ Underwrite สินเชื่อ ขณะที่ Tether จะช่วยหาโอกาส Financing ที่เชื่อมโยงกับ USDT พร้อมนำโครงสร้างพื้นฐาน Stablecoin มาใช้ในการ Settlement และการเชื่อมเงินระหว่าง USDT กับสกุลเงินปกติ

ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับ USDT?

ที่ผ่านมา Use Case หลักของ Stablecoin คือการเป็น สภาพคล่องและเงินดอลลาร์ดิจิทัลภายในตลาด Crypto แต่ StableFund กำลังพยายามขยาย USDT เข้าไปอยู่ในกระบวนการปล่อยสินเชื่อของเศรษฐกิจจริง

หากโมเดลนี้ขยายตัวได้ การแข่งขันของ Stablecoin ในอนาคตอาจไม่ได้วัดกันเพียง Market Cap แต่รวมถึงว่า Stablecoin ใดสามารถสร้างเครือข่ายการใช้งานใน Payments, Cross-border Settlement, Lending และ Private Credit ได้มากกว่า

Tether ระบุว่าเครือข่ายของ Fasanara ครอบคลุมมากกว่า 60 ประเทศ ขณะที่ตลาด Private Credit ทั่วโลกมีขนาดประมาณ $3 ล้านล้าน และมีโอกาสขยายสู่ $5 ล้านล้านภายในปี 2029 ทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีขนาดใหญ่กว่าตลาด Crypto Lending อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม โอกาสนี้มาพร้อมความเสี่ยงด้าน Credit Default, Liquidity และ Underwriting โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาด Private Credit กำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น อีกทั้งรายละเอียดบางส่วน เช่น Leverage, Fee Structure และการแบ่งรับความเสี่ยงระหว่าง Tether กับนักลงทุนภายนอกยังไม่ได้เปิดเผยทั้งหมด

ดังนั้น StableFund จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามไม่ใช่เพียงสำหรับ Tether แต่สำหรับภาพใหญ่ของอุตสาหกรรม เพราะเป็นอีกตัวอย่างของการที่ Stablecoin กำลังพยายามเชื่อม Crypto เข้ากับ Traditional Finance และ Real Economy มากขึ้น

มุมมองด้านเทคนิค

BTC

ภาพรายสัปดาห์ ราคาย่อตัวลงหลังไม่ผ่านแนวต้านกรอบบนเส้นค่าเฉลี่ย 75 สัปดาห์ และกรอบบน Sideways แท่งเทียนเริ่มบ่งชี้สัญญาณลบ ขณะที่ RSI ย่อลงมาใกล้ระดับ 50 อย่างไรก็ตาม MACD ยังอยู่เหนือ Signal Line และใกล้ขึ้นมาเหนือแกน 0 ประเมินว่าราคาอาจลงมาทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 25 สัปดาห์ หากไม่หลุดอาจเห็นการรีบาวด์ฟื้นตัวขึ้น แต่หากหลุดต่ำลงมาจะเป็นสัญญาณลบ และมีโอกาสปรับตัวลงได้ต่อ

แนวรับ: 72,000-69,000 ดอลลาร์

แนวต้าน: 82,500-87,000 ดอลลาร์

ETH

ภาพรายสัปดาห์ ราคาย่อตัวลงหลังไม่ผ่านเส้นค่าเฉลี่ย 75 สัปดาห์ แท่งเทียนแสดงสัญญาณลบ ขณะที่ RSI ย่อกลับลงมาใกล้ระดับ 50 อย่างไรก็ตาม MACD ยังอยู่เหนือ Signal Line และใกล้ขึ้นมาเหนือแกน 0 ทั้งนี้ ราคามีโอกาสย่อตัวลงมาทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 25 สัปดาห์ หากไม่หลุดอาจเห็นการรีบาวด์ฟื้นตัวขึ้น แต่หากหลุดต่ำลงมาจะเป็นสัญญาณลบ และมีโอกาสปรับตัวลงได้ต่อ

แนวรับ: 2,100-1,950 ดอลลาร์

แนวต้าน: 2,600-2,850 ดอลลาร์

 คำเตือน

คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้