Café Invest
Markets

จีนย้ำจุดยืนสกัดสงครามราคา และคุมการลงทุนต่างประเทศ

จีนย้ำจุดยืนสกัดสงครามราคา และคุมการลงทุนต่างประเทศ

รัฐบาลจีนสั่งยุติสงครามราคาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมคุมเข้มกฎระเบียบลงทุนต่างประเทศเพื่อสกัดการรั่วไหลของสินทรัพย์และเทคโนโลยีข้ามพรมแดน (มีผล 1 ก.ค. 2026) สะท้อนภาพการเร่งพึ่งพาตนเองในประเทศ ซึ่งส่งผลบวกต่อกลุ่ม Localization อย่าง Hua Hong (HUAHONG23), SMIC (SMIC23) และ Cambricon รวมไปถึงการแข่งขันด้านราคาที่น้อยลงเป็นบวกต่อกำไรในระยะยาวต่อกลุ่มอินเทอร์เนตแพลทฟอร์มอย่าง Alibaba (BABA23) และ Meituan (Meituan23)

จีนย้ำจุดยืนสกัดสงครามราคา และคุมการลงทุนต่างประเทศ

รัฐบาลปักกิ่งส่งสัญญาณเชิงนโยบายและการประกาศใช้กฎหมายควบคุมฉบับใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างเทคโนโลยี และทิศทางการลงทุนของภาคเอกชนจีน ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 2 ด้าน คือ การจัดระเบียบตลาดภายในประเทศและการปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงในเวทีระดับโลก ซึ่งมีรายละเอียดที่นักลงทุนและผู้ติดตามเศรษฐกิจจีนต้องทำความเข้าใจดังต่อไปนี้

1. นโยบายปรับสมดุลแพลตฟอร์มออนไลน์: ยุติสงครามราคา มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์

รัฐบาลได้กำหนดกรอบแนวทางชัดเจนในการกำกับดูแลผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมีสาระสำคัญดังนี้:

  • การสกัดกั้นการแข่งขันที่บั่นทอนมูลค่า: รัฐบาลจีนเน้นย้ำถึงการยุติการแข่งขันที่รุนแรงจนเกินขอบเขต ซึ่งรวมถึงพฤติกรรมการทำสงครามราคา และการทุ่มเงินอุดหนุนอย่างไร้ระเบียบเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลเชิงรุก: เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบระบบกลไกปัญญาประดิษฐ์หรืออัลกอริทึม การใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล และระบบการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค เพื่อสร้างความโปร่งใสและส่งเสริมการแข่งขันที่เท่าเทียม
  • การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีมูลค่าสูง: รัฐบาลระบุอย่างชัดเจนในการสนับสนุนและผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ย้ายการลงทุนจากบริการขั้นพื้นฐานไปสู่เทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น ระบบ Cloud Computing และการพัฒนา AI

2. กฎระเบียบควบคุมการลงทุนในต่างประเทศฉบับใหม่: อุดรอยรั่วเงินทุน ปกป้องอธิปไตยดิจิทัล

คณะรัฐมนตรีจีนได้ผ่านร่างกฎระเบียบว่าด้วยการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อยกระดับแนวทางการตรวจสอบทรัพย์สินและการลงทุนข้ามพรมแดนให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นต้นไป ซึ่งมาตรการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะความตึงเครียดทางเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อกำหนดทางกฎหมายที่สำคัญดังนี้:

  • มาตรการจำกัดการถ่ายโอนทรัพย์สินทางปัญญา: ห้ามมิให้ผู้ลงทุนสัญชาติจีน ทั้งในนามองค์กรและบุคคลธรรมดา ทำการโอนย้ายสินค้า เทคโนโลยี บริการ หรือฐานข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดด้านความมั่นคงออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้า
  • ข้อห้ามด้านการฝึกอบรม: ขยายขอบเขตการควบคุมไปถึงการห้ามจัดฝึกอบรมทางเทคนิคแก่บุคคลภายนอก หากการฝึกอบรมนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อการส่งออกหรือถ่ายโอนเทคโนโลยีที่ถูกควบคุม
  • บทลงโทษทางแพ่งและอาญาที่เด็ดขาด: กฎหมายฉบับนี้กำหนดบทลงโทษทางการเงินอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้ฝ่าฝืนจะถูกสั่งระงับธุรกรรมทันที บังคับให้จัดการจำหน่ายสินทรัพย์ออก และต้องระวางโทษปรับทางการเงินสูงสุดถึง 1% ของมูลค่าเงินลงทุนทั้งหมด รวมถึงอาจถูกสั่งห้ามดำเนินกิจกรรมลงทุนในต่างประเทศเป็นเวลา 1 ถึง 3 ปี
  • มาตรการโต้ตอบทางการทูตและเศรษฐกิจ: กฎหมายเปิดช่องให้รัฐบาลจีนสามารถขึ้นบัญชีดำและยกเลิกวีซ่า หรือสั่งห้ามการค้าและการลงทุนต่อบุคคลหรือองค์กรต่างชาติที่ตรากฎหมายหรือนโยบายในลักษณะเลือกปฏิบัติต่อผู้ลงทุนชาวจีน

มุมมองของ INVX

การประสานนโยบายทั้งสองด้านสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลจีนกำลังบีบบังคับให้เม็ดเงินลงทุนและทรัพยากรทางเทคโนโลยีหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศเพื่อสร้างความพึ่งพาตนเอง โดยเราประเมินผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมและหุ้นรายตัวดังนี้:

1. กลุ่มอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มขนาดใหญ่

  • นัยยะต่ออุตสาหกรรม: อุตสาหกรรมจะก้าวเข้าสู่ยุคที่มีความเสถียรด้านกฎระเบียบมากขึ้น สภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้นในแง่ของอัตรากำไร เนื่องจากพฤติกรรมการเผาเงินทุนเพื่อทำโปรโมชั่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี บริษัทต่างๆ จะต้องแบกรับต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎหมายที่เพิ่มขึ้นในการจัดการข้อมูลของผู้บริโภค

  • ผลกระทบต่อหุ้นรายตัว:
    • Alibaba และ Meituan: ได้รับประโยชน์โดยตรงในแง่ของกำไร เนื่องจากไม่ต้องเข้าร่วมสงครามราคาที่ไร้ประสิทธิภาพอีกต่อไป อย่างไรก็ดี ศักยภาพการเติบโตในระยะยาวจะถูกเปลี่ยนไปชี้วัดที่ความสำเร็จของธุรกิจคลาวด์และหน่วยงานพัฒนา AI ตามคำแนะนำของรัฐบาล
    • PDD Holdings: อาจได้รับแรงกดดันมากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากโมเดลธุรกิจเดิมพึ่งพาการแข่งขันด้านราคาขั้นรุนแรงและการใช้เงินอุดหนุนเพื่อดึงดูดผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ กฎระเบียบข้ามพรมแดนที่เข้มงวดอาจเพิ่มอุปสรรคต่อโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่งข้อมูลในธุรกิจจัดส่งสินค้าไปต่างประเทศ

2. กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์

  • นัยยะต่ออุตสาหกรรม: เป็นอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ในเชิงโครงสร้างภายในประเทศเนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่จะเผชิญความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับสูงสุด การควบรวมหรือเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศเพื่อทางลัดในการพัฒนาเทคโนโลยีจะไม่สามารถทำได้โดยง่าย สะท้อนจากกรณีที่ทางการจีนเคยสั่งยกเลิกดีลการเข้าซื้อกิจการสตาร์ทอัพด้าน AI อย่าง Manus ของบริษัท Meta Platforms

  • ผลกระทบต่อหุ้นรายตัว: เรามองว่าควรหลีกเลี่ยงในบริษัทที่มีสัดส่วนการพึ่งพาการขยายการลงทุนหรือการส่งออกเทคโนโลยีไปต่างประเทศ โดยเราชอบกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบาย Localization เช่น SMIC (SMIC23), Hua Hong (HUAHONG23) และ Cambricon เป็นต้น

จีนย้ำจุดยืนสกัดสงครามราคา และคุมการลงทุนต่างประเทศ | Café Invest