Café Invest
Markets

จีนวางแผน EV 5 ปีรอบใหม่ตั้งเป้า NEV เป็น 70% คุมกำลังผลิต–ดูแลห่วงโซ่อุปทาน

จีนวางแผน EV 5 ปีรอบใหม่ตั้งเป้า NEV เป็น 70% คุมกำลังผลิต–ดูแลห่วงโซ่อุปทาน

แผน EV 5 ปีรอบใหม่ของจีนตั้งเป้า NEV 70% ของยอดขายรถยนต์นั่งในปี 2030 แต่สาระสำคัญคือการเปลี่ยนนโยบายจาก “เร่งขยาย” สู่ “คุมกำลังผลิต คัดผู้เล่น และยกระดับเทคโนโลยี” พร้อมเข้มงวดเรื่องการจ่าย Supplier ภายใน 60 วันมากขึ้น ข้อมูลล่าสุดปี 2026 ชี้ว่า Geely ปรับรอบจ่ายดีขึ้นมากแล้ว ขณะที่ XPeng และ NIO ยังมีวันหมุนเวียนเจ้าหนี้สูง จึงมีความเสี่ยงด้านเงินทุนหมุนเวียนมากกว่า โดยรวมมองว่าผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีเงินสดแข็งแกร่งจะได้เปรียบจากการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมรอบนี้

1) เป้าหมาย EV ปี 2030 สูงขึ้น แต่มีโอกาสทำได้ก่อนกำหนด

จีนประกาศแผนอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ช่วงปี 2026–2030 โดยตั้งเป้าให้รถยนต์พลังงานใหม่คิดเป็น 70% ของยอดขายรถยนต์นั่งใหม่ภายในปี 2030 และรถเพื่อการพาณิชย์พลังงานใหม่ 40% พร้อมผลักดันรถที่มีระบบขับขี่อัตโนมัติให้ใช้งานในวงกว้าง

เมื่อเทียบกับแผนรอบปี 2021–2025 ซึ่งตั้งเป้า EV และรถไฮบริดเพียง 20% ของยอดขายรถใหม่ภายในปี 2025 จีนทำได้เกินเป้าหมายมาก โดยสัดส่วนเพิ่มเป็น 54% ในปี 2025 และล่าสุดอยู่ราว 65% ในเดือน ส.ค. 2026 ทำให้เป้าหมาย 70% ในปี 2030 มีโอกาสบรรลุก่อนกำหนด

2) จุดต่างสำคัญจากแผนเดิมคือ “ไม่ใช่เร่งผลิตอย่างเดียว แต่เริ่มคุมกำลังผลิต”

สิ่งที่เปลี่ยนชัดเจนจากแผน 5 ปีก่อน คือรัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญกับ คุณภาพการเติบโตและการลดกำลังผลิตส่วนเกิน โดยนำระบบเตือนกำลังการผลิตเข้ามาในแผนอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรก กำหนดเงื่อนไขเข้มงวดขึ้นสำหรับโครงการ EV ใหม่ พร้อมสนับสนุนการควบรวมกิจการและการออกจากตลาดของผู้ผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงขยายการควบคุมไปถึงกำลังผลิตแบตเตอรี่ด้วย

เหตุผลสำคัญคืออัตราการใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมรถยนต์อยู่เพียง 70.8% ใน 2Q26 ต่ำกว่าระดับประมาณ 75% ที่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่กำไรของอุตสาหกรรมใน 1H26 ลดลง 19.5% แม้รายได้ยังเพิ่มขึ้น 1.8% สะท้อนผลจากสงครามราคา ดังนั้นทิศทางรอบใหม่จึงเปลี่ยนจากการเน้น “ขยายขนาด” ไปสู่ “เพิ่มประสิทธิภาพและคัดผู้เล่น” มากขึ้น

3) แผนใหม่ยกระดับจาก EV ไปสู่รถอัจฉริยะและเทคโนโลยีต้นน้ำ

รัฐบาลตั้งเป้าให้จีนมีผู้ผลิตรถยนต์หลายรายติด 10 อันดับแรกของโลก และผู้ผลิตชิ้นส่วนติด 100 อันดับแรก พร้อมเร่งพัฒนาชิปยานยนต์ ระบบปฏิบัติการ ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม วัสดุสำคัญ แบตเตอรี่รุ่นใหม่ และการใช้ AI ในรถยนต์

ดังนั้นแผนรอบใหม่ไม่ได้เน้นเพียงยอดขาย EV แต่ต้องการยกระดับจีนจากฐานการผลิตขนาดใหญ่ไปสู่ผู้นำด้านเทคโนโลยี ขณะที่การจำกัดกำลังผลิตใหม่และเร่งควบรวมมีแนวโน้มทำให้ส่วนแบ่งตลาดกระจุกตัวเข้าสู่ผู้ผลิตที่มีขนาด เงินทุน และเทคโนโลยีแข็งแกร่งมากขึ้น

4) จีนเข้มงวดเรื่องการจ่ายเงิน Supplier หลังมาตรการเดิมยังมีช่องโหว่

อีกนโยบายที่เชื่อมโยงโดยตรงคือการจัดระเบียบการจ่ายเงินให้ Supplier โดยในปี 2025 ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ 17 บริษัทเคยให้คำมั่นว่าจะจ่ายภายใน 60 วัน และ MIIT ระบุว่าหลังดำเนินการมา 1 ปี ระยะเวลาจ่ายเฉลี่ยของบริษัทหลักลดลงและสัดส่วนการจ่ายเงินสดเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังพบช่องโหว่ เช่น การชะลอขั้นตอนตรวจรับสินค้า หรือใช้ตั๋วเงินและเครื่องมือทางการเงินเพื่อยืดระยะเวลาจ่ายจริง

กฎล่าสุดจึงกำหนดให้เริ่มนับระยะเวลาหลังตรวจรับสินค้าอย่างชัดเจน โดยชิ้นส่วนทั่วไปต้องตรวจรับภายใน 3 วันทำการ และกรณีต้องทดสอบกับรถไม่เกิน 5 วัน พร้อมสนับสนุนให้จ่าย Supplier ขนาดกลางและเล็กภายใน 30 วัน และไม่เกิน 60 วัน รวมถึงส่งเสริมการจ่ายเป็นเงินสดมากขึ้น

5) ข้อมูลล่าสุดปี 2026 ชี้ว่าแรงกดดันต่อแต่ละค่ายรถไม่เท่ากัน

เมื่อดูข้อมูล 1H26 แทนตัวเลขปี 2024 ภาพเปลี่ยนไปพอสมควร เพราะผู้ผลิตบางรายเริ่มปรับระบบจ่ายเงินแล้ว โดยเฉพาะ Geely ที่ระยะเวลาหมุนเวียนเจ้าหนี้ลดลงมาอยู่ราว 103 วันใน 1H26 และประมาณ 96 วันใน 2Q26 จากระดับที่สูงกว่านี้มากในอดีต ขณะที่ BYD อยู่ราว 141 วัน ส่วน XPeng ยังสูงกว่า 230 วัน และ NIO ยังอยู่เหนือ 200 วัน จึงยังมีความแตกต่างด้านภาระเงินทุนหมุนเวียนค่อนข้างมาก

บริษัท

ระยะเวลาหมุนเวียนเจ้าหนี้ล่าสุด 2026

เทียบกับกรอบ 60 วัน

XPeng

>230 วัน

สูงกว่ามาก

NIO

>200 วัน

สูงกว่ามาก

BYD

~141 วัน

ยังสูง

Geely

~103 วัน 1H26 / ~96 วัน 2Q26

ลดลงชัดเจน

Great Wall

แนวโน้มลดลง YoY

ใกล้กว่าหลายราย

6) ใครต้องหาเงินมาจ่าย Supplier เร็วขึ้นมากที่สุด?

ผลกระทบเชิงเงินทุนหมุนเวียนจึงน่าจะสูงที่สุดกับ XPeng และ NIO เพราะมีวันหมุนเวียนเจ้าหนี้สูงและมีส่วนต่างจากกรอบนโยบายมาก หากต้องเร่งเปลี่ยนจากการใช้เจ้าหนี้เป็นแหล่งเงินทุนไปสู่การจ่ายเร็วขึ้น จะทำให้กระแสเงินสดระยะสั้นตึงตัวขึ้น

ในทางกลับกัน Geely ถือว่าปรับตัวดีขึ้นชัดเจน ขณะที่ BYD อยู่ตรงกลาง แม้วันหมุนเวียนเจ้าหนี้ยังสูง แต่ฐานเงินสด ขนาดธุรกิจ และความสามารถสร้างกระแสเงินสดช่วยรองรับผลกระทบได้ดีกว่าผู้ผลิต EV ที่ยังขาดทุน

นอกจากนี้ CAAM ระบุในเดือน ก.พ. 2026 ว่า ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ส่วนใหญ่สามารถดำเนินการตามคำมั่นเรื่องการจ่าย Supplier ภายใน 60 วันได้ในระดับหนึ่งแล้ว จึงมองว่ากฎล่าสุดเป็นการ อุดช่องว่างและทำให้การบังคับใช้เข้มขึ้น มากกว่าการบังคับให้ทุกบริษัทเปลี่ยนจากรอบจ่ายหลายร้อยวันเป็น 60 วันทันที

7) ฐานะการเงินจะเป็นตัวแยกผู้ชนะ–ผู้แพ้ของ EV จีนชัดขึ้น

หากดูงบล่าสุด 1H26 กลุ่มที่แข็งแรงที่สุดคือ BYD, Geely และ SAIC เพราะยังมีกำไร มีเงินสดสูง และสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้ดี จึงรองรับทั้งการลงทุนเทคโนโลยี การขยายต่างประเทศ และการลดระยะเวลาจ่าย Supplier ได้ดีกว่า ขณะที่ Great Wall ยังมีกำไรและเงินสดสูง แต่กำไร 1H26 ลดลง 61% YoY จึงต้องติดตามแรงกดดันจากการแข่งขันมากขึ้น

บริษัท

ภาพงบการเงินล่าสุด 2026

จุดแข็ง

จุดที่ต้องระวัง

มุมมอง

BYD

ยังทำกำไรสูง; 2Q26 กำไรสุทธิ RMB8.2bn +30% YoY

ขนาดใหญ่ กำไรสูง ต่างประเทศช่วยหนุน

ตลาดจีนแข่งขันสูงและลงทุนต่างประเทศมาก

แข็งแรง

Geely

1H26 กำไรสุทธิ RMB9.1bn, กำไรหลัก RMB9.7bn +46% YoY; เงินสด RMB59.4bn

เงินสดสูง กระแสเงินสดจากดำเนินงาน RMB19.9bn

มีหนี้สินหมุนเวียนสุทธิราว RMB15bn

แข็งแรง

SAIC

1H26 กำไร RMB5.15bn; กระแสเงินสดจากดำเนินงาน RMB54.3bn

กระแสเงินสดแข็งแรงมาก ฐานทุนใหญ่

ROE ยังต่ำและกำไรยังไม่กลับสู่ระดับอดีต

แข็งแรง

Great Wall

1H26 กำไร RMB2.47bn; เงินสด ~RMB30.6bn

ยังมีกำไรและมีเงินสดรองรับ

กำไรลด 61% YoY สะท้อนแรงกดดันด้านมาร์จิ้น

ปานกลาง–แข็งแรง

XPeng

2Q26 ขาดทุน RMB1.34bn; เงินสด RMB40.5bn

สภาพคล่องยังสูงและมาร์จิ้นดีขึ้น

ยังขาดทุนและวันหมุนเวียนเจ้าหนี้สูง

ปานกลาง / ต้องติดตาม

NIO

เงินสด RMB56.7bn; 2Q26 ขาดทุนเหลือ RMB528mn

เงินสดสูงและผลดำเนินงานฟื้นเร็ว

1H26 ยังขาดทุนรวม RMB11.7bn และพึ่งเงินทุนหมุนเวียนสูง

ต้องติดตาม

Leapmotor

1H26 กำไร RMB208mn; เงินสด RMB11.9bn

พลิกมีกำไรและรายได้โตเร็ว

หนี้สินต่อสินทรัพย์เพิ่มเป็น ~82% และหนี้หมุนเวียนสูง

ดีขึ้น แต่ยังมีความเสี่ยงงบดุล

Geely ถือว่าแข็งแรงขึ้นชัดเจน โดย 1H26 มีรายได้ RMB173.6bn +15% YoY กำไรหลักเพิ่ม 46% เป็น RMB9.68bn เงินสด RMB59.4bn และกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน RMB19.9bn แม้ยังมีหนี้สินหมุนเวียนสุทธิ RMB15.0bn แต่ดีขึ้นจาก RMB20.1bn สิ้นปี 2025 และบริษัทระบุว่ายังมีวงเงินธนาคารและกระแสเงินสดเพียงพอต่อการดำเนินงาน

ฝั่ง XPeng และ NIO ภาพไม่ได้อ่อนแอด้านสภาพคล่องทันที เพราะ XPeng มีเงินสดราว RMB40.5bn และ NIO RMB56.7bn ณ สิ้น 2Q26 แต่ทั้งสองยังมีความเสี่ยงจากความสามารถทำกำไร โดย XPeng ขาดทุน RMB1.34bn ใน 2Q26 ขณะที่ NIO แม้ขาดทุนลดลงเหลือ RMB528mn ใน 2Q26 แต่หากดูทั้ง 1H26 ยังขาดทุน RMB11.7bn ดังนั้นหากต้องเร่งจ่าย Supplier เร็วขึ้น ผลกระทบต่อเงินทุนหมุนเวียนจะมีนัยมากกว่ากลุ่มที่สร้างกำไรและกระแสเงินสดได้แล้ว

สรุป แผน EV 5 ปีจีน 2026–2030

นโยบายหลัก

รายละเอียด / เป้าหมายปี 2030

ผลต่ออุตสาหกรรม

1. เพิ่มสัดส่วนรถพลังงานใหม่

รถยนต์นั่งพลังงานใหม่ 70% ของยอดขายรถใหม่ และรถเพื่อการพาณิชย์พลังงานใหม่ 40%

หนุนการเปลี่ยนผ่านจากรถน้ำมันไปสู่ EV และไฮบริดอย่างต่อเนื่อง

2. ขยายการใช้ระบบขับขี่อัตโนมัติ

ผลักดันรถที่มีระบบขับขี่อัตโนมัติให้ใช้งานในวงกว้าง โดยเฉพาะทางด่วน ถนนในเมือง และบางพื้นที่เมือง

บวกต่อผู้ผลิตระบบขับขี่อัตโนมัติ เซนเซอร์ ชิป และซอฟต์แวร์ยานยนต์

3. คุมกำลังผลิตส่วนเกิน

เพิ่มระบบเตือนกำลังการผลิต เข้มงวดการตั้งโครงการ EV ใหม่ และขยายการติดตามไปยังแบตเตอรี่

ลดสงครามราคาและการลงทุนซ้ำซ้อน ช่วยยกระดับอัตราการใช้กำลังผลิต

4. สนับสนุนการควบรวมกิจการ

ส่งเสริมการควบรวม การปรับโครงสร้าง และการออกจากตลาดของกำลังผลิตที่ล้าสมัยหรือไม่มีประสิทธิภาพ

เอื้อต่อผู้ผลิตรายใหญ่ และเพิ่มการกระจุกตัวของส่วนแบ่งตลาด

5. คุมการแข่งขันด้านราคา

เข้มงวดกฎหมายต่อต้านการผูกขาด การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และการขายต่ำกว่าต้นทุน

ลดแรงกดดันต่อกำไรจากสงครามราคา และช่วยฟื้นวินัยอุตสาหกรรม

6. เร่งพัฒนาเทคโนโลยีหลัก

เน้นชิปยานยนต์ ระบบปฏิบัติการ ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม วัสดุสำคัญ และชิ้นส่วนหลัก

ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ และหนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ

7. ยกระดับเทคโนโลยีแบตเตอรี่

พัฒนาความปลอดภัย ความเร็วในการชาร์จ การใช้งานในอุณหภูมิต่ำ รวมถึงมาตรฐานแบตเตอรี่ Solid-state

บวกต่อผู้ผลิตแบตเตอรี่และวัสดุขั้นสูง แต่เพิ่มมาตรฐานการแข่งขัน

8. ผลักดัน AI + รถยนต์

ใช้ AI ในการจัดการพลังงาน การควบคุมรถ ปฏิสัมพันธ์คนกับรถ และการตรวจจับความผิดปกติ

เพิ่มมูลค่าต่อคัน และหนุนการเชื่อมรถยนต์กับ AI, Robot และ Smart Home

9. ขยายโครงสร้างพื้นฐานชาร์จไฟ

เพิ่มสถานีชาร์จกำลังสูง โครงข่ายในชนบท ระบบสลับแบตเตอรี่ และ Vehicle-to-Grid

หนุนการใช้งาน EV ในวงกว้างและลดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน

10. พัฒนา Vehicle-Road-Cloud

เร่ง 5G/5G-A, C-V2X และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในเมืองและทางหลวง

หนุนระบบรถเชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติในระดับระบบนิเวศ

11. ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต

ตั้งเป้าผลิตภาพแรงงานเพิ่ม 15% จากปี 2025 ผ่านโรงงานอัจฉริยะและระบบดิจิทัล

ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะกลาง

12. สร้างผู้นำระดับโลก

ต้องการให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนหลายรายติด Top 10 โลก และ Supplier ติด Top 100 โลก

หนุนการรวมตัวของผู้เล่นรายใหญ่และการขยายต่างประเทศ

13. สนับสนุนการส่งออกและขยายต่างประเทศ

สนับสนุนการค้า การลงทุน ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และคลังอะไหล่ในต่างประเทศ

ช่วยชดเชยอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ และเร่งการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดโลก

14. ดูแล Supplier และวินัยการจ่ายเงิน

สนับสนุนการจ่าย Supplier ขนาดกลางและเล็กภายใน 30 วัน และไม่เกิน 60 วัน พร้อมเพิ่มการจ่ายเงินสด

บวกต่อกระแสเงินสด Supplier แต่เพิ่มภาระเงินทุนหมุนเวียนของค่ายรถบางราย

15. ผลักดันการรีไซเคิลและลดคาร์บอน

เพิ่มการรีไซเคิล Lithium, Cobalt, Nickel และจัดทำ Digital Battery Passport/Carbon Footprint

หนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและเพิ่มมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทาน

มุมมองของ InnovestX

มองบวกต่อโครงสร้างอุตสาหกรรม EV จีนในระยะยาว เพราะนโยบายรอบใหม่เปลี่ยนจากการเร่งขยายกำลังผลิตไปสู่การลดการแข่งขันที่ไม่มีประสิทธิภาพ ควบรวมผู้เล่น และยกระดับเทคโนโลยี ซึ่งเอื้อต่อผู้นำที่มีขนาดและฐานะการเงินแข็งแกร่งอย่าง BYD และ Geely อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบที่สุดด้านฐานะการเงิน ขณะที่ Great Wall ยังอยู่ในกลุ่มค่อนข้างแข็งแรงแต่ต้องจับตากำไร ส่วน XPeng, NIO และ Leapmotor แม้สภาพคล่องยังรองรับได้ แต่มีความอ่อนไหวต่อการเร่งจ่ายเจ้าหนี้และการลงทุนสูงมากกว่า

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน