BTS รายงานขาดทุนสุทธิ 456 ลบ. ใน 2QFY68 แย่ลงจากที่มีกำไรสุทธิ 257 ลบ. ใน 2QFY67 และขาดทุนสุทธิ 382 ลบ. ในไตรมาสก่อนหน้า ใน 3QFY67 เราคาดว่าผลประกอบการปกติจะลดลง YoY แต่จะปรับตัวดีขึ้น QoQ เราได้เข้าร่วมการประชุมนักวิเคราะห์ที่ BTS จัดขึ้น โดยภาพรวมเป็นบวกเล็กน้อยจากประเด็นเรื่องการชำระหนี้ก้อนแรก ~1.2 หมื่นลบ.ของ กทม. ที่ใกล้จะครบกำหนดชำระในวันที่ 22 ม.ค. 2568 ซึ่งคาดว่าจะสร้าง sentiment เชิงบวกระยะสั้นต่อราคาหุ้นได้ ในทางปัจจัยพื้นฐาน เรายังคงคำแนะนำ NEUTRAL สำหรับ BTS โดยปรับราคาเป้าหมายอ้างอิงวิธี SOTP ใหม่เป็น 5.3 บาท/หุ้น (จาก 5.1 บาท) หลังจากเราปรับประมาณการเพื่อสะท้อนการเพิ่มทุน (RO) เมื่อไม่นานนี้ สัดส่วนการถือหุ้น ROCTEC และ RABBIT ที่สูงขึ้น และราคาหุ้น VGI ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการปรับผลประกอบการใหม่
BTS - 2QFY68: ขาดทุนสุทธิมากขึ้น; ปรับประมาณการขาดทุนปี FY2568 เพิ่มขึ้น

สรุปผลประกอบการ 2QFY68 BTS รายงานขาดทุนสุทธิ 456 ลบ. ใน 2QFY68 (ก.ค.-ก.ย. 2567) เทียบกับกำไรสุทธิ 257 ลบ. ใน 2QFY67 และขาดทุนสุทธิ 382 ลบ. ในไตรมาสก่อนหน้า โดยผลประกอบการที่อ่อนแอลง YoY เป็นผลมาจากการรับรู้ผลขาดทุนจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง รวมถึงรายได้งานก่อสร้างที่ลดลง ในขณะที่ผลประกอบการที่อ่อนแอลง QoQ หลักๆ เกิดจากส่วนแบ่งขาดทุนจาก RABBIT ที่สูงขึ้นซึ่งหลักๆมาจากธุรกิจ Rabbit Life และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน หากตัดผลกระทบของ RABBIT ออกไป พบว่าผลประกอบการปรับตัวดีขึ้น QoQ โดยได้รับการสนับสนุนจากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นที่สายสีชมพูและสายสีเหลือง รายได้รวมอยู่ที่ 4 พันลบ. ลดลง 0.2% YoY แต่เพิ่มขึ้น 6.1% QoQ การลดลง YoY เป็นผลมาจากรายได้งานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองที่ลดลง เนื่องจากการก่อสร้างทั้งสองสายเสร็จสิ้นแล้ว ในขณะที่การเพิ่มขึ้น QoQ เป็นผลมาจากรายได้ค่าโดยสารที่สูงขึ้นของสายสีชมพูและสายสีเหลือง และรายได้จากธุรกิจสื่อโฆษณาที่ VGI โดยรวมแล้ว ผลประกอบการ 1QFY68 อ่อนแอกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ โดยก่อนหน้านี้เราคาดการณ์ขาดทุนสุทธิปี FY2568 ที่ 795 ลบ. เทียบกับครึ่งปีแรกที่มีขาดทุนสุทธิ 838 ลบ.
คาดผลประกอบการปกติ 3QFY38 ลดลง YoY แต่ดีขึ้น QoQ ผลประกอบการปกติน่าจะอ่อนแอลง YoY อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเราคาดว่าขาดทุนจากรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองจะเป็นตัวถ่วงโมเมนตัม YoY ในขณะที่เราคาดว่าผลประกอบการปกติจะปรับตัวดีขึ้น QoQ เพราะขาดทุนที่ Rabbit Life และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (จากการอ่อนค่าของเงินบาท QTD) ที่ RABBIT น่าจะลดน้อยลง นอกจากนี้เรายังคาดการณ์ถึงการดำเนินงานที่ทรงตัวของสายสีชมพูและสายสีเหลือง เนื่องจากจำนวนผู้โดยสาร QTD ค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับ 2QFY68
ประเด็นสำคัญจากการประชุม BTS จัดการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวานนี้ โดยภาพรวมเป็นกลางเล็กน้อย จากประเด็นเรื่องการชำระหนี้ก้อนแรกของ กทม. ที่จะครบกำหนดชำระในวันที่ 22 ม.ค. 2568 ซึ่งคาดว่าจะสร้าง sentiment เชิงบวกระยะสั้นต่อราคาหุ้นได้ ถ้ามีความชัดเจนในการชำระ ซึ่งปัจจุบันเรื่องยังคงอยู่ที่ สภา กทม. โดยผู้บริหาร BTS แจ้งว่าทาง กทม. มีเงินเพียงพอที่จะชำระหนี้ก้อนแรกที่มูลค่า ~1.2 หมื่นลบ. สำหรับหนี้ก้อนที่เหลือนั้นทาง กทม. กำลังศึกษาว่าจะทำอย่างไร
ปรับสมมติฐาน เราปรับสมมติฐานของเราเพื่อสะท้อนการเพิ่มทุน และการทำ tender offer หุ้น ROCTEC ที่ราคา 1 บาท/หุ้น และ RABBIT และ RABBIT-P ที่ราคา 0.6 บาท/หุ้น รวมถึงผลการดำเนินงาน 1HFY68 ที่อ่อนแอลง เราปรับประมาณการขาดทุนสุทธิปี FY2568 เพิ่มขึ้นจาก 795 ลบ. เป็น 1.2 พันลบ. และปรับประมาณการปี FY2569 จากกำไรสุทธิ 218 ลบ. เป็นขาดทุนสุทธิ 416 ลบ. ทั้งนี้ผู้ถือหุ้นของ BTS ได้จองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน (RO) ของ BTS เกินกว่าสิทธิ โดย BTS ได้เงินจากการเพิ่มทุนรวม 1.32 หมื่นลบ. บริษัทได้ใช้เงิน 7.1 พันลบ. ในการทำ tender offer หุ้น ROCTEC และ RABBIT ทำให้มีเงินเหลือจากการเพิ่มทุนที่ 6.2 พันลบ. โดยเบื้องต้นบริษัทคาดว่าจะนำเงินส่วนที่เหลือนี้ไปชำระหนี้เงินกู้และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท ภายหลังจากการทำ tender offer ปัจจุบัน BTS ถือหุ้นใน ROCTEC ที่ 63.2% (จาก 17.3%) และ RABBIT และ RABBIT-P รวมกันที่ 65.4% (จาก 47.7%)
ปัจจัยเสี่ยงและความกังวล จำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองเติบโตช้า ความเสี่ยงด้าน ESG สำหรับ BTS คือ ความน่าเชื่อถือในการให้บริการ ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อจำนวนผู้โดยสาร

