Café Invest
Research

BTG - เข้าซื้อกิจการผู้ประกอบธุรกิจไข่ #1 ในสิงคโปร์

BTG - เข้าซื้อกิจการผู้ประกอบธุรกิจไข่ #1 ในสิงคโปร์

BTG ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการ Eggriculture ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจไข่ครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของประเทศสิงคโปร์ คิดเป็นมูลค่า 2.1 พันลบ. (อิงกับสัดส่วนการถือหุ้น 75% ของ BTG) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายและกระจายธุรกิจในประเทศและธุรกิจที่มีการเติบโตสูง โดยอาจมี synergy จากการขายสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงในประเทศสิงคโปร์ได้มากขึ้นและประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น โดยคาดว่าธุรกรรมดังกล่าวจะเสร็จสิ้นใน 1Q68 เรามองรายการลงทุนดังกล่าวเป็นบวกสำหรับ BTG ในแง่มูลค่าการเข้าซื้อกิจการที่ไม่สูงมากนัก (core PE ปี FY2567 ที่ 10 เท่า) และจะช่วยสร้างกำไรปกติจากการดำเนินงานส่วนเพิ่มให้กับ BTG (+6% จากกำไรในปี 2568 โดยที่ยังไม่ได้รวม synergy และยังไม่ได้นำมารวมไว้ในประมาณการของเรา) เรายังคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ BTG โดยให้ราคาเป้าหมายกลางปี 2568 ที่ 28 บาท อ้างอิง PBV 2 เท่า (ROE ระยะยาวที่ 15% cost of equity ที่ 8.7% และการเติบโตระยะยาวที่ 2.5%)

เข้าซื้อกิจการผู้ประกอบธุรกิจไข่ในประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท BTG ได้มีมติอนุมัติให้ Botargo Foods Singapore Pte. Ltd (บริษัทย่อยที่ BTG ถือหุ้นอยู่ 75%) เข้าลงทุนซื้อหุ้นสามัญของบริษัท Eggriculture Foods Limited (“Eggriculture” ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไข่สดและไข่แปรรูปในประเทศสิงคโปร์) และทำการเพิกถอน Eggriculture ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง มูลค่าการลงทุนครั้งนี้ (อิงกับการที่ BTG เข้าถือหุ้น 75% ใน Eggriculture) อยู่ที่ 2.1 พันลบ. โดยแหล่งเงินทุนที่ใช้จะมาจากเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินทั้งหมด (ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 3% ต่อปี) ปัจจุบันธุรกรรมนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการเสนอซื้อหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และคาดว่าธุรกรรมทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายใน 1Q68

เหตุผลในการลงทุนของ BTG คือ 1) เพื่อกระจายและขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งปัจจุบันคิดเป็น 1% ของยอดขายรวม และยอดขายเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา 2) ตลาดไข่ของสิงคโปร์น่าสนใจจากการเป็นตลาดผู้บริโภคระดับพรีเมียม โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารเป็นอันดับแรก และตั้งเป้าผลิตไข่ในประเทศอย่างน้อย 30% ของการบริโภคทั้งหมด 3) Eggriculture มีตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่ง จากการเป็นผู้ประกอบธุรกิจไข่ครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของประเทศสิงคโปร์ (ส่วนแบ่งการตลาด 20% ในปี FY2567) โดยมีห่วงโซ่อุปทานในประเทศและเครือข่ายการจัดจำหน่ายแบบครบวงจรทั้งในกลุ่มโมเดิร์นเทรด (30%) และ HoReCa (70%) บริษัทมีกำลังการผลิตไข่ในประเทศ 900,000 ฟอง/วัน (อัตราการใช้กำลังการผลิต 80-90%) และมีการนำเข้าไข่จากประเทศมาเลเซียและประเทศตุรกีมากถึง 600,000 ฟอง/วัน 4) แนวโน้มที่จะเกิด business synergy จากการขายสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงในประเทศสิงคโปร์ได้มากขึ้น ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีอยู่และการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตผ่านการแบ่งปันความรู้ในธุรกิจไข่

มุมมองของเรา ในปี FY2567 (เม.ย. 2566-มี.ค. 2567) Eggriculture มีรายได้อยู่ที่ 2.9 พันลบ. กำไรปกติ (ไม่รวมกำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินทรัพย์ทางชีวภาพ) อยู่ที่ 263 ลบ. และกำไรสุทธิอยู่ที่ 519 ลบ. อัตราการเติบโตเฉลี่ย 3 ปีของรายได้และกำไรปกติอยู่ที่ CAGR 27% และ 32% ตามลำดับ สำหรับด้าน valuation เราประเมินมูลค่าการเข้าซื้อกิจการอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก ที่ 10 เท่า ของระดับ core PE ปี FY2567 สำหรับด้านกำไร เราประเมินว่าการลงทุนในครั้งนี้จะสร้างกำไรส่วนเพิ่มให้กับ BTG ได้ที่ราว 150 ลบ./ปี (+6% จากประมาณการกำไรในปี 2568 ของเรา) หลังจากรวมธุรกิจนี้เข้ามาและหักค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย (หลังหักภาษี) จากเงินที่กู้ยืมมาใช้ลงทุนในธุรกรรมนี้ โดยเรายังไม่ได้รวม business synergy และยังไม่ได้นำธุรกิจนี้มารวมไว้ในประมาณการของเรา ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นธุรกรรมนี้ เราประเมินว่าอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุนของ BTG จะเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ที่ 0.7 เท่า จากเดิม 0.6 เท่า ใน 2568

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ อุปสงค์และราคาที่ลดลงจากเศรษฐกิจที่เปราะบางและอุปทานที่มากขึ้น และต้นทุนอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น ปัจจัยเสี่ยง ESG ที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการพลังงาน ของเสีย และน้ำ ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (E) นโยบายด้านสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค/พนักงาน (S)

BTG - เข้าซื้อกิจการผู้ประกอบธุรกิจไข่ #1 ในสิงคโปร์ | Café Invest