อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องบินพาณิชย์ปี 2026 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากยอดสั่งซื้อคงค้างที่สูง แต่ยังมีอุปสรรคจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน โดย Boeing มีแนวโน้มพลิกฟื้นและเติบโตโดดเด่นกว่าจากการปรับเพิ่มกำลังการผลิตรุ่น 737 Max หลังผ่านเกณฑ์ FAA และมีแรงหนุนจากธุรกิจ Defense ในขณะที่ Airbus แม้จะมีสถานะทางการเงินและความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ดีกว่าในระยะยาว แต่การเติบโตในปี 2026 คาดจะชะลอตัวลงเนื่องจากข้อจำกัดของซัพพลายเออร์
แนวโน้มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องบินปี 2026

ภาพรวมแนวโน้มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องบินปี 2026
ภาพรวมอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องบินพาณิชย์ในปี 2026 มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากปริมาณยอดสั่งซื้อคงค้าง (Backlog) ที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ปัญหาห่วงโซ่อุปทานยังคงเป็นความท้าทายหลัก โดยเฉพาะข้อจำกัดจากฝั่งผู้ผลิตเครื่องยนต์ ซึ่งส่งผลให้ความเร็วในการขยายกำลังการผลิตของสองผู้เล่นใหญ่อย่าง Boeing และ Airbus แตกต่างกันอย่างชัดเจนในระยะนี้
Boeing พลิกฟื้นและเติบโตโดดเด่นกว่า
ในปี 2026 Boeing มีแนวโน้มที่จะเติบโตในแง่ของยอดส่งมอบเครื่องบินได้ดีกว่า Airbus ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างด้านผลการดำเนินงาน พร้อมทั้งขับเคลื่อนกำไรและกระแสเงินสดให้สูงขึ้น
- ยอดส่งมอบรวมและเครื่องบินรุ่นหลัก: คาดว่า Boeing จะส่งมอบเครื่องบินพาณิชย์รวม 687 ลำ เพิ่มขึ้น 16% จากปี 2025 โดยเครื่องบินรุ่นสำคัญอย่าง 737 Max คาดว่าจะมียอดส่งมอบถึง 530 ลำ หรือเติบโตขึ้น 20% ซึ่งรุ่นนี้ถือเป็นแหล่งรายได้และกระแสเงินสดที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท
- การเพิ่มกำลังการผลิต: Boeing ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ให้ปรับเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องบินรุ่น 737 จาก 42 ลำ เป็น 47 ลำต่อเดือนเรียบร้อยแล้ว หลังจากผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะรักษาเสถียรภาพที่ระดับนี้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ก่อนจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 52 ลำ และตั้งเป้าหมายระยะยาวไว้ที่ 63 ลำต่อเดือน
- ความคืบหน้าของเครื่องบินรุ่นใหม่: เครื่องบินรุ่น 737 Max 7 และ Max 10 อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการทดสอบการบินเพื่อขอใบรับรอง โดยคาดว่าจะได้รับการอนุมัติภายในปี 2026 และเริ่มส่งมอบในเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2027 เช่นเดียวกับเครื่องบินลำตัวกว้างรุ่น 777X หรือ 777-9
- ธุรกิจ Defense: คาดว่าหน่วยธุรกิจนี้จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากการปรับเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของสหรัฐฯ และความต้องการในตลาดโลกเพื่อทดแทนคลังอาวุธจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ
Airbus เผชิญข้อจำกัดจากผู้ผลิตเครื่องยนต์
แม้ว่า Airbus จะมียอดสั่งซื้อคงค้างในระดับสูง แต่การขยายกำลังการผลิตในปี 2026 ต้องชะลอตัวลงเนื่องจากปัญหาของซัพพลายเออร์
- ยอดส่งมอบชะลอตัวกว่าที่คาด: คาดว่า Airbus จะส่งมอบเครื่องบินพาณิชย์ได้ 867 ลำในปี 2026 เติบโตขึ้น 9% ซึ่งเป็นอัตราที่ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่คาดไว้ในระดับสิบกว่าเปอร์เซ็นต์
- ปัญหาเครื่องยนต์ Geared Turbofan: เครื่องบินตระกูล A320 ซึ่งเป็นรุ่นที่ทำกำไรหลัก มียอดส่งมอบขยายตัวได้เพียง 9% (คิดเป็น 661 ลำ) เนื่องจากผู้ผลิตเครื่องยนต์อย่าง Pratt & Whitney (RTX) ไม่สามารถส่งมอบเครื่องยนต์ใหม่ได้ตามเป้า เนื่องจากต้องแบ่งกำลังการผลิตไปรองรับการซ่อมแซมและตรวจสอบฝุ่นโลหะปนเปื้อนในเครื่องยนต์ของฝูงบินที่ใช้งานอยู่เดิม ซึ่งส่งผลให้มีเครื่องบินตระกูล A320 ต้องจอดพักนิ่งอยู่เป็นจำนวนมาก
มุมมองของ INVX
Boeing – เรามองบวกต่อ Boeing มากขึ้นในระยะสั้นถึงกลางจากการ Turnaround โดยการที่ FAA อนุมัติให้เพิ่มกำลังการผลิต จะช่วยลดอัตราการเผาเงินสดของบริษัท ประกอบกับยังมีแรงหนุนจากธุรกิจ Defense อย่างไรก็ดี เราแนะว่าต้องติดตามความคืบหน้าในการขอใบรับรองเครื่องบินรุ่น 737 Max 7, Max 10 และ 777X ว่าจะเป็นไปตามกำหนดการในปี 2026 หรือไม่ รวมถึงปัญหาคอขวดในการส่งมอบเครื่องยนต์ของเครื่องบินรุ่น 787
Airbus - การเติบโตในปี 2026 จะถูกจำกัดโดยข้อจำกัดของห่วงโซ่อุปทานเป็นหลัก ทำให้อัตราการเติบโตของกำไรอาจไม่โดดเด่นเท่ากับ Boeing ที่มีฐานต่ำกว่าและกำลังเร่งกำลังการผลิตขึ้นมา อย่างไรก็ดี เรายังมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาวต่อ Airbus เนื่องจาก บริษัทมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างและมีส่วนแบ่งตลาดที่ดี รวมไปถึงความสามารถในการทำกำไรและสถานะทางการเงินที่ยังดีกว่า Boeing

