1. S&P 500 พุ่งแรงสุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม นำโดยหุ้นชิป–AI หลังสหรัฐฯ–จีนส่งสัญญาณเจรจาต่อ
2. รมว.คลังสหรัฐฯ คาด “ทรัมป์–สี” พบกันตามกำหนด ยันพร้อมใช้ทุกมาตรการตอบโต้จีน
3. นักลงทุนแห่ “Buy the Dip” หุ้นจีนดีด แม้ทรัมป์ขู่ภาษี 100%
4. ส่งออกจีนพุ่งแรงสุดรอบ 6 เดือน หนุน “สี จิ้นผิง” มีอำนาจต่อรองในศึกการค้า
5. เงินเฟ้ออินเดียเดือน ก.ย. ชะลอลงต่ำกว่ากรอบเป้า หนุน RBI ลดดอกเบี้ย
6. JPMorgan ทุ่ม 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เสริมแกร่งอุตสาหกรรมความมั่นคงของสหรัฐฯ
7. ติดตามการประชุม ครม. ไทยในวันนี้ คาดว่าจะออกมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง
8. ผู้ว่าฯ ธปท. เผยกำลังจับตาความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด
Bites for Breakfast - เรื่องต้องรู้ ก่อนเทรด วันนี้ 14 ต.ค. 2568

Bites for Breakfast
By INVX Investment Products & Strategy
14 October 2025
1. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งแรงนำโดยหุ้นเทคโนโลยี หลังสหรัฐฯ และจีนส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าเจรจาการค้า ดัชนี S&P 500 พุ่ง 1.6% ทำสถิติวันบวกแรงสุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ขณะที่ Nasdaq 100 เพิ่ม 2.2% และดัชนีชิป PHLX พุ่ง 4.9% นำโดย Broadcom ที่ดีด 10% หลัง OpenAI เซ็นสัญญาซื้อชิประยะยาว บรรยากาศเชิงบวกยังได้แรงหนุนจากการสงบศึกในตะวันออกกลาง และความคาดหวังต่อผลประกอบการกลุ่มธนาคาร ขณะนักวิเคราะห์จาก LPL Financial มองตลาดยังอยู่ในช่วง Bull Market ปีที่ 3 โดยมีโอกาสปรับขึ้นต่อ หากเศรษฐกิจและผลกำไรบริษัทยังแข็งแกร่ง
2. สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่ายังคาดว่าการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เกาหลีใต้จะเกิดขึ้นตามแผน แม้ทั้งสองฝ่ายเผชิญความตึงเครียดจากการที่จีนจำกัดการส่งออกแร่หายาก โดยเบสเซนต์เตือนว่า “ทุกทางเลือกยังเปิดอยู่” สำหรับการตอบโต้ พร้อมเผยว่าสหรัฐฯ จะหารือกับพันธมิตรในยุโรป อินเดีย และเอเชียในสัปดาห์นี้ เพื่อจัดท่าทีร่วมกัน เขาระบุว่าการสื่อสารระหว่างสองฝ่ายเริ่มกลับมาและยังเชื่อว่าสามารถคลี่คลายความตึงเครียดได้ก่อนการประชุมผู้นำ
3. ตลาดหุ้นจีนแสดงความแข็งแกร่งท่ามกลางความตึงเครียดการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน หลังประธานาธิบดีทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้าจากจีน 100% และจำกัดซอฟต์แวร์สำคัญตั้งแต่ 1 พ.ย. ดัชนี CSI 300 เมื่อวานนี้ปิดลดลงเพียง 0.5% หลังดีดตัวแรงช่วงบ่าย ขณะที่ ETF หุ้นจีนในสหรัฐฯ (KWEB) บวกกว่า 3.8% นักลงทุนมองว่าแรงกดดันนี้เป็นเพียงเกมต่อรองทางการเมืองก่อนการเจรจา นักลงทุนยังคงเชื่อมั่นในแนวโน้มเทคโนโลยีจีน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI และชิปที่พุ่งขึ้นกว่าเท่าตัวในปีนี้
4. ยอดส่งออกของจีนเดือนกันยายนพุ่ง 8.3% แตะ 328,600 ล้านดอลลาร์ สูงสุดในรอบ 6 เดือนและเกินคาดการณ์ สะท้อนความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจจีนที่ยังต้านแรงกดดันจากภาษีสหรัฐฯ ได้ดี โดยแม้การส่งออกไปสหรัฐฯ ร่วง 27% แต่ชดเชยได้จากตลาดยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา ซึ่งขยายตัวกว่า 50% นักวิเคราะห์จาก Societe Generale SA และ ING Bank NV มองว่าการกระจายตลาดส่งออกช่วยเสริมอำนาจต่อรองของจีนในศึกการค้ากับสหรัฐฯ ขณะยอดขายสินค้าแบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า และเรือยังคงหนุนรายได้รวมของประเทศต่อเนื่อง
5. อัตราเงินเฟ้ออินเดียเดือนกันยายนชะลอลงเหลือ 1.54% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารกลาง (2–6%) เป็นครั้งที่สองในปีนี้ และต่ำสุดในรอบ 8 ปี จากราคาผัก ไข่ และพืชตระกูลถั่วที่ลดลงตามผลผลิตเกษตรที่ดีขึ้น หลังรัฐบาลโมดีปรับลดภาษีบริโภค ทำให้ราคาสินค้าทั่วไปลดลง ข้อมูลนี้เพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) จะลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนธันวาคม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่เผชิญแรงกดดันจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอินเดีย 10 ปีลดลงแตะ 6.52%
6. JPMorgan ประกาศคำมั่นที่จะอัดฉีดเงินทุน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เช่น แร่หายาก เวชภัณฑ์ หุ่นยนต์ พลังงาน และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ซีอีโอ เจมี ไดมอน ระบุว่าสหรัฐฯ พึ่งพาแหล่งผลิตจากประเทศคู่แข่งมากเกินไป โดยเฉพาะจีน จึงจำเป็นต้องเร่งเสริมความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทาน แผนนี้ครอบคลุมทั้งเงินกู้ การลงทุนโดยตรง และการระดมทุนให้เอกชน
7. ติดตามการประชุม ครม. ไทยในวันนี้ หลังรัฐบาลเผยจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทุกสัปดาห์ ในสัปดาห์นี้คาดว่าจะออกมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง
8. ผู้ว่าฯ ธปท. เผยกำลังจับตาความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด แม้ยังไม่เห็นการลดลงของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง และคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับสู่กรอบเป้าหมายที่ 1-3% ได้ การลดดอกเบี้ยนโยบายยังสามารถลดได้อีกหาก ศก. อ่อนแรงหรือเงินเฟ้อต่ำต่อเนื่อง ส่วนมติ กนง. ในครั้งก่อนมีความเห็นแตกต่างในด้านจังหวะเวลา แต่ทิศทางมีความเห็นตรงกัน
ประเด็นที่ต้องติดตาม: ZEW Economic Sentiment Index ของยุโรป เดือน ต.ค. คาดว่าจะออกมาที่ 27.1 จากก่อนหน้าที่ 26.1
