เราคาดว่ากำไรสุทธิ 3Q26F ของกลุ่มธนาคารจะเพิ่มขึ้น 3% QoQ แต่ลดลง 8% YoY โดย KTB จะมีกำไรเติบโต QoQ แข็งแกร่งที่สุด ขณะที่ KKP จะมีกำไรเติบโต YoY แข็งแกร่งที่สุด 3Q26F น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ NII กลับมาขยายตัว QoQ โดยได้รับแรงหนุนจาก NIM ที่ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าการเติบโตของสินเชื่อจะยังอยู่ในระดับต่ำก็ตาม เมื่อมองไปข้างหน้า เราคาดว่าวัฏจักรการลงทุนของประเทศไทยจะช่วยสนับสนุนให้สินเชื่อและกำไรของกลุ่มธนาคารฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่ปี 2027F เป็นต้นไป เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อธนาคารขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ BBL KTB และ KBANK ซึ่งจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์รายหลักจากแนวโน้มดังกล่าว การปรับตัวลดลงของราคาหุ้นธนาคารในช่วงที่ผ่านมามีสาเหตุหลักมาจากกระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน จึงเป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นกลุ่มธนาคารเพื่อรับอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่น่าสนใจ
กลุ่มธนาคาร – 3Q26F: จุดเริ่มต้นที่ NII กลับมาขยายตัว

พรีวิว 3Q26F: จุดเริ่มต้นที่ NII กลับมาขยายตัว เราคาดว่ากำไรสุทธิ 3Q26F ของกลุ่มธนาคารจะเพิ่มขึ้น 3% QoQ (หลักๆ ได้แรงหนุนจาก BBL และ KTB) แต่ลดลง 8% YoY ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจาก NII ที่ลดลง ไฮไลท์สำคัญของ 3Q26F คือ จุดเริ่มต้นที่ NII กลับมาขยายตัว QoQ โดยได้รับแรงหนุนจาก NIM ที่ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าการเติบโตของสินเชื่อจะยังอยู่ในระดับต่ำก็ตาม เมื่อเทียบ QoQ เราคาดว่า KTB จะรายงานกำไรเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มที่ 16% โดยได้รับแรงหนุนจากกำไร FVTPL ที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนใน THAI ขณะที่เมื่อเทียบ YoY เราคาดว่า KKP จะรายงานกำไรเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มที่ 23% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (non-NII) ที่เพิ่มขึ้นจากรายได้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน ประมาณการของเราตั้งอยู่บนสมมติฐานดังต่อไปนี้:
- คุณภาพสินทรัพย์: เราคาดว่า NPL ที่ไหลเข้าสู่ระบบจะยังคงทรงตัว ขณะที่คาดว่า credit cost ของกลุ่มจะทรงตัว QoQ และลดลง 13 bps YoY นอกจากนี้เรายังคาดว่าผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในภาคกลางของไทยจะอยู่ในระดับจำกัด
- NIM: เราคาดว่า NIM ของกลุ่มจะเพิ่มขึ้น 3bps QoQ โดยได้รับแรงหนุนจากต้นทุนเงินฝากที่ลดลงจากการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก แต่จะลดลง 22bps YoY
- สินเชื่อ: เราคาดว่าสินเชื่อกลุ่มธนาคารจะยังอยู่ในระดับทรงตัว QoQ จากการชำระคืนสินเชื่อตามฤดูกาล โดย ณ เดือนส.ค. สินเชื่อกลุ่มธนาคารทรงตัว QTD แต่เพิ่มขึ้น 2.9% YoY และ 2.3% YTD ขณะที่ KTB มีการเติบโตของสินเชื่อแข็งแกร่งที่สุด (+2.2% QTD, +9.5% YoY และ +6.1% YTD)
- รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (non-NII): เราคาดว่า non-NII ของกลุ่มธนาคารจะยังอยู่ในระดับทรงตัว QoQ เนื่องจากการลดลงที่ธนาคารส่วนใหญ่จะถูกชดเชยด้วยการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ KTB แต่จะลดลง 5% YoY เราคาดว่า KTB จะรับรู้กำไร FVTPL เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยส่วนใหญ่มาจากการลงทุนใน THAI นอกจากนี้ เรายังคาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิของกลุ่มธนาคารจะลดลง 2% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 7% YoY
- อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้: เราคาดว่าอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ของกลุ่มธนาคารจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยทั้ง QoQ และ YoY โดยได้รับการสนับสนุนจากการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เข้มงวดมากขึ้น โดยคาดว่า BBL KBANK และ TTB จะรายงานค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง QoQ เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษ
การเปลี่ยนผ่านสู่การฟื้นตัว เราเชื่อว่ากำไรของกลุ่มธนาคารกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว หลังจากวัฏจักรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสิ้นสุดลง และวัฏจักรการลงทุนเริ่มต้นขึ้น เมื่อไม่มีแรงกดดันเพิ่มเติมจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เราคาดว่า NIM จะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยอีก 2-3bps ใน 2H26 และปี 2027 โดยได้รับแรงหนุนจากต้นทุนเงินฝากที่ลดลงจากการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากที่เพิ่มขึ้น เรามองว่าการเติบโตของสินเชื่อจะฟื้นตัวในระยะยาวจากวัฏจักรการลงทุนของประเทศไทย ซึ่งได้รับแรงหนุนจากยอดคำขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เราคาดว่าการเติบโตของสินเชื่อกลุ่มธนาคารจะค่อยๆ ปรับดีขึ้นจาก 3% ในปี 2026F เป็น 4% ในปี 2027F และคาดว่ากำไรกลุ่มธนาคารจะยังทรงตัวในปี 2026F ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาเติบโต 6% ในปี 2027F
อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลน่าสนใจ เงินกองทุนชั้นที่ 1 (CET1) ส่วนเกินจำนวนมากและความพยายามในการสนับสนุน ROE ทำให้เราคาดว่าธนาคารต่างๆ จะคงอัตราการจ่ายเงินปันผลไว้ในระดับสูงและจ่าย DPS ปี 2026F ในระดับเดียวกันหรือสูงกว่าปี 2025 โดยคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจที่ 4-7%
เลือกธนาคารขนาดใหญ่เป็นหุ้นเด่น เราเลือกธนาคารขนาดใหญ่ (BBL KTB และ KBANK) เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคารเพื่อรับอานิสงส์จากการเริ่มต้นวัฏจักรการลงทุน ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกลุ่มธนาคารในระยะยาว
ความเสี่ยงที่สำคัญ: 1) ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากเศรษฐกิจชะลอตัว 2) ความเสี่ยงด้าน NIM จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และ 3) ความเสี่ยงด้าน ESG จากการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม

