เหตุการณ์
เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ร่วมกับอีก 9 สมาคมสัญชาติไทยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งมีสมาชิกรวมกันมากกว่า1,500 ราย ร่วมลงนามแถลงการณ์ร่วมกัน เพื่อขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีและยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนต่อรัฐบาลที่จะรักษาเสถียรภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ และเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ในงานหารือร่วมระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน ภายใต้หัวข้อ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” มีตัวแทนจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เข้าร่วมด้วย
ประเด็นกังวลของผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วน:
ผู้ประกอบการเห็นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งส่งผลกระทบดังนี้
- การสูญเสียฐานการผลิต เพราะค่ายรถยนต์เริ่มปรับกลยุทธ์นำเข้ารถ EV สำเร็จรูป (CBU) จากประเทศจีน โดยใช้สิทธิประโยชน์ภาษี 0% แทนการผลิตในไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยกำลังสูญเสียคำสั่งซื้อ
- เมื่อมาตรการ EV 3.5 สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2570 จะไม่มีภาระผูกพันการผลิตชดเชยในประเทศ และไม่มีเงินอุดหนุนจากภาครัฐ จึงมีโอกาสที่ค่ายรถยนต์จะนำเข้ารถยนต์จากจีนด้วยอัตราภาษี 0% แทนการผลิตในประเทศ (ภายใต้มาตรการ EV 3.5 ค่ายรถยนต์ที่นำเข้า EV มาจำหน่ายในปี 2567-68 จะต้องมีการผลิต EV ในประเทศไทยชดเชยในอัตราส่วน 2 คันต่อรถนำเข้า 1 คันหากผลิตคืนในปี 2569 และจะเพิ่มเป็น 3 คันต่อรถนำเข้า 1 คันหากผลิตคืนในปี 2570)
เรามองว่า 8 ข้อเสนอ สะท้อนถึง 4 ประเด็น
ประเด็นที่ 1: การปรับโครงสร้างภาษีเพื่อจูงใจการผลิตในไทย เรามองว่าประเด็นนี้สำคัญสุด เพราะจะส่งผลไปถึงประเด็นอื่นด้วย
- ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปภาษีสรรพสามิต ให้ขยายส่วนต่างให้ชัดเจนมากขึ้นระหว่างรถนำเข้ากับรถผลิตในประเทศ เพราะในปัจจุบันต่างกัน 8% ซึ่งผู้ประกอบการมองว่าไม่มากพอที่จะจูงใจในผลิตในไทย และขอให้ภาครัฐพิจารณาระบบโควตา โดยนับยอดผลิตในประเทศ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเช่นสถานีชาร์จสาธารณะ ศูนย์วิจัยและพัฒนา ศูนย์รีไซเคิลแบตเตอรี่ เพื่อแลกโควตานำเข้า เป็นต้น
- ข้อเสนอเรื่องการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนร่วม (Common Parts - ชิ้นส่วนที่ใช้ร่วมกันระหว่างรถ EV กับรถยนต์สันดาป) กำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องจัดซื้อชิ้นส่วนร่วม โดยเฉพาะชิ้นส่วนมูลค่าสูง เช่นแชสซีส์ ตัวถัง จากผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีศักยภาพที่ผลิตในไทยเท่านั้น จึงจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสรรพสามิต
ประเด็นที่ 2: การฟื้นห่วงโซ่อุปทาน
- ข้อเสนอเรื่องปรับปรุงเกณฑ์การนับ Local content ให้สะท้อนความเป็นจริง ตรวจสอบให้เข้มข้นขึ้น เพื่อให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนในประเทศที่แท้จริง
- ข้อเสนอแก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบ ให้มีเจรจาระดับรัฐต่อรัฐ เพื่อลดต้นทุนผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย
- ข้อเสนอยกระดับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of origin) กำหนดให้ตรวจสอบย้อนกลับถึง Supplier อย่างน้อยถึง Tier 3 เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้าและรักษาชื่อเสียงการส่งออกไทย
ประเด็นที่ 3: การเพิ่มการกำกับดูแลการลงทุน
- ข้อเสนอปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทย เช่น ปิดรับการส่งเสริมในกลุ่มที่ผู้ผลิตในประเทศมีศักยภาพแล้ว และขอให้ตรวจสอบหลังได้รับส่งเสริมการลงทุนอย่างเข้มข้น
ประเด็นที่ 4: การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม
- ข้อเสนอการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี กำหนด KPI ที่วัดผลได้จริง และบังคับเปิดช่องทางเชื่อมต่อให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยมีส่วนร่วม
- ข้อเสนอการส่งเสริมการทดสอบในประเทศและการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ADAS
มุมมองของเรา
- 4 ประเด็นนี้จะส่งผลบวกในระยะยาว เรามองว่า 8 ข้อเสนอนี้ไม่ได้จะปิดกั้นการนำเข้ารถยนต์ แต่จะทำให้เกิดการแข่งขันเป็นธรรมระหว่างบริษัทที่ลงทุนและใช้ชิ้นส่วนในประเทศกับบริษัทที่นำเข้ารถสำเร็จรูป ซึ่งจะนำไปสู่ความแข็งแรงของฐานการผลิตยานยนต์ของไทยในอนาคต ซึ่งหากเกิดขึ้นได้จะส่งผลบวกต่อห่วงโซ่อุปทานผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ประเด็นที่ต้องติดตามต่อคือแนวทางจากรัฐบาลต่อความกังวลของผู้ประกอบการและข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้
- ในงานผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง มีประเด็นเพิ่มเติมที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งผลักดันคือ โครงการรถเล่าแลกรถใหม่ เพื่อกระตุ้นตลาดรถยนต์ในประเทศ เรามองว่าจะเป็นปัจจัยบวกระยะสั้นของกลุ่มยานยนต์ (STANLY SAT AH) ได้ โดยรัฐบาลยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา ซึ่งต้องติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น เงื่อนไขการให้เงินอุดหนุน ประเภทรถที่เข้าร่วมได้ ระยะเวลาโครงการ งบประมาณ อายุรถที่เข้าเกณฑ์ แนวทางการจัดการซากรถเก่า
- ภาพรวมกลุ่มยานยนต์มีประเด็นกดดันเรื่องการผลิตรถยนต์ที่ยังไม่ฟื้นตัวชัด และความกังวลเรื่องต้นทุนการผลิต เช่น เหล็ก และเม็ดพลาสติก เราชอบ STANLY (OUTPERFORM, ราคาเป้าหมาย 245 บาท) จากเงินปันผลที่จะจ่าย 17 บาท (อัตราผลตอบแทน 8%) XD วันที่ 8 ก.ค. 2569
ที่มา
https://mgronline.com/motoring/detail/9690000045848