Company History

Eli Lilly and Company (LLY): จากผู้นำยาเบาหวาน สู่เจ้าตลาดยารักษาโรคอ้วนและระบบเผาผลาญระดับโลก

8 Jun 26 3:55 PM
Screenshot 2026-06-08 164451
สรุปสาระสำคัญ

Eli Lilly เป็นบริษัทยาระดับโลกจากสหรัฐฯ ที่ทำธุรกิจยาสำหรับมนุษย์แบบครบวงจร ตั้งแต่ค้นคว้า พัฒนา ผลิต ไปจนถึงทำการตลาด ยาของบริษัทครอบคลุมทั้งกลุ่มหัวใจ-หลอดเลือดและระบบเผาผลาญ (Cardiometabolic Health), กลุ่มมะเร็ง (Oncology), กลุ่มภูมิคุ้มกันและการอักเสบ (Immunology) และกลุ่มระบบประสาท (Neuroscience) โดยขายอยู่ในราว 90 ประเทศ

 

จุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2025 คือการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของกลุ่ม Cardiometabolic Health โดยเฉพาะยา Mounjaro สำหรับเบาหวานชนิดที่ 2 และ Zepbound สำหรับโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกินที่มีโรคร่วม

 

ถ้าจะให้เห็นภาพชัด Lilly กำลังเปลี่ยนตัวเองจากบริษัทยาเบาหวานและมะเร็งแบบดั้งเดิม ไปเป็นผู้นำตลาดยากลุ่มเผาผลาญรุ่นใหม่ ที่ครอบคลุมทั้งเบาหวาน โรคอ้วน และระบบเผาผลาญ ขณะเดียวกันก็ยังลงทุนหนักทั้งด้านวิจัยและพัฒนายา (R&D) การขยายกำลังการผลิต และการต่อยอดยาในพอร์ต (Portfolio) เพื่อรองรับความต้องการในอนาคต

ประวัติและความเป็นมาของ Eli Lilly and Company

Eli Lilly and Company ถูกจัดตั้งในรัฐ Indiana ในปี 1901 เพื่อสืบทอดธุรกิจผลิตยาที่ก่อ ตั้งขึ้นใน Indianapolis เมื่อปี 1876 โดย Colonel Eli Lilly ปัจจุบันบริษัทดำเนินธุรกิจใน segment เดียว คือผลิตภัณฑ์ยาสำหรับมนุษย์ ครอบคลุม ตั้งแต่การค้นคว้า พัฒนา ผลิต ไปจนถึงการทำการตลาดยา

 

ความสำเร็จระยะยาวขึ้นอยู่กับความสามารถในการค้นพบนวัตกรรมยาใหม่และนำไปสู่การขายเชิงพาณิชย์ได้จริง โมเดลธุรกิจของ Lilly จึงต้องพึ่งพา pipeline ยา การปกป้องทรัพย์สิน ทางปัญญา ความสามารถด้านการผลิต และการเข้าถึงตลาดผ่านระบบสุขภาพในแต่ละประเทศ

 

 

โครงสร้างรายได้และธุรกิจหลัก

  1. Cardiometabolic Health – ประมาณ 74.0% ของรายได้รวม
    กลุ่มหัวใจ-หลอดเลือดและระบบเผาผลาญ (Cardiometabolic Health) เป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดและเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตหลักในปี 2025 ยาเด่นในกลุ่มนี้ ได้แก่ Mounjaro, Zepbound, Trulicity, Jardiance และกลุ่มอินซูลิน (Insulin) โดย Mounjaro ใช้กับเบาหวานชนิดที่ 2 ส่วน Zepbound ใช้กับโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกินที่มีโรคร่วม รวมถึงภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea)

    ธุรกิจนี้ดีมานด์ใหญ่และโตเร็ว แต่มาพร้อมความท้าทายสูง ทั้งกำลังการผลิต การเข้าถึงยาของผู้ป่วย ความครอบคลุมของประกันสุขภาพ และแรงกดดันด้านราคา ในสหรัฐฯ ปี 2025 ยอดขายโตจากปริมาณขายเป็นหลัก แม้ราคาขายจริงจะลดลง

 

  1. Oncology – ประมาณ 14.4% ของรายได้รวม
    กลุ่มมะเร็ง (Oncology) มีผลิตภัณฑ์สำคัญคือ Verzenio ซึ่งใช้รักษามะเร็งเต้านมบางประเภท รวมถึงยามะเร็งอื่นๆ เช่น Cyramza, Erbitux, Jaypirca, Retevmo, Tyvyt และ Inluriyo

 

  1. Immunology – ประมาณ 8.1% ของรายได้รวม
    กลุ่มภูมิคุ้มกันและการอักเสบ (Immunology) เป็นยาสำหรับโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ยาหลักได้แก่ Taltz (โรคสะเก็ดเงินและข้ออักเสบสะเก็ดเงิน), Omvoh (ลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล และโรคโครห์น), Olumiant (ข้ออักเสบรูมาตอยด์) และ Ebglyss (ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง / Atopic Dermatitis)

 

  1. Neuroscience – ประมาณ 2.1% ของรายได้รวม
    กลุ่มระบบประสาท (Neuroscience) มียาหลัก เช่น Emgality สำหรับป้องกันไมเกรน และอาการปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ (Episodic Cluster Headache) ในผู้ใหญ่ และ Kisunla สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นที่มีอาการ (Early Symptomatic Alzheimer's)

 

 

  1. Other – ประมาณ 1.4% ของรายได้รวม
    กลุ่มอื่น ๆ (Other) ไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนหลัก แต่ช่วยเติมเต็มพอร์ตยา (Portfolio) และสะท้อนว่า Lilly มีผลิตภัณฑ์หลากหลายนอกเหนือจากหมวดหลัก

 

Screenshot-2026-06-08-160530.png

 

 

จุดเด่นของ Eli Lilly

  1. ผู้นำในตลาด cardiometabolic ที่กำลังเติบโตเร็ว
    จุดเด่นที่สุดของ Lilly ในปี 2025 คือความสำเร็จของ Mounjaro และ Zepbound ซึ่งรวมกันคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้รวมบริษัท โดย Mounjaro สร้างรายได้ 2.3. หมื่นล้านดอลลาร์ และ Zepbound 1.35 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้ Lilly มี exposure สูงต่อธีมสุขภาพด้านเบาหวาน โรคอ้วน และระบบเผาผลาญ

 

  1. รายได้โตจากปริมาณขาย ไม่ใช่การขึ้นราคา
    รายได้รวมปี 2025 เพิ่มขึ้น 45% โดยมาจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 50% ขณะที่ราคา ติดลบ 6% การเติบโตจึงมาจากการใช้ยาจริง ไม่ใช่การขึ้นราคา ทั้งนี้อัตรากำไรขั้นต้น (gross margin) ยังอยู่ในระดับสูงราว 83%

 

  1. Portfolio กว้างกว่ายาโรคอ้วน
    แม้ตลาดจะโฟกัสที่ Mounjaro และ Zepbound แต่ Lilly ยังมีธุรกิจในกลุ่มมะเร็ง ภูมิคุ้มกัน และระบบประสาท โดยมียาสำคัญอย่าง Verzenio, Taltz, Omvoh, Ebglyss, Emgality และ Kisunla ทำให้บริษัทไม่ได้พึ่งยาตัวเดียว แต่มีหลายกลุ่มการรักษา (Therapeutic Areas) เป็นทั้งฐานรายได้และ Pipeline ในอนาคต

 

 

กลยุทธ์และโอกาสการเติบโต

กลยุทธ์หลักของ Lilly คือการต่อยอดนวัตกรรมยา ไปสู่การผลิตและการเข้าถึงตลาดในวง กว้าง โดยเฉพาะกลุ่มหัวใจ-หลอดเลือดและระบบเผาผลาญที่มีดีมานด์สูงจาก Mounjaro และ Zepbound บริษัทจึงเร่งลงทุนขยายกำลังการผลิต เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

 

อีกโอกาสสำคัญคือการเพิ่มช่องทางเข้าถึงผู้ป่วย ผ่านแพลตฟอร์มจำหน่ายตรงอย่าง LillyDirect และการจับมือพันธมิตรในบางผลิตภัณฑ์ เช่น Jardiance และ Tyvyt เพื่อขยายตลาดได้กว้างขึ้น

 

 

ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

ความเสี่ยงสำคัญที่สุดคือการพึ่งยาหลักไม่กี่ตัว โดย Mounjaro, Zepbound, Verzenio, Trulicity, Taltz และ Jardiance รวมกันคิดเป็น 82% ของรายได้ หากยากลุ่มนี้เจอปัญหา เรื่องดีมานด์ ความปลอดภัย การผลิต ราคา หรือการเข้าถึงตลาด ก็อาจกระทบรายได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ประเด็นที่สองคือแรงกดดันด้านราคาและความครอบคลุมของประกัน จากผู้จ่ายเงินค่ารักษา , ผู้บริหารสิทธิประโยชน์ยา (Pharmacy Benefit Manager), ภาครัฐ และหน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉพาะยาโรคอ้วนที่ยังพึ่งการเบิกจ่ายผ่านระบบประกัน (Reimbursement)

 

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการหมดอายุสิทธิบัตร การแข่งขันจากยาสามัญ (Generic) หรือยาชีววัตถุคล้ายคลึง (Biosimilar) และข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต ซึ่งหากขยายไม่ทัน ดีมานด์ อาจเกิดภาวะขาดแคลนหรือทำให้ต้นทุนสูงขึ้น

 

 

สนใจลงทุนในหุ้น Eli Lilly and Company (LLY) และหุ้นเติบโตอื่น ๆ เปิดประสบการณ์ลงทุนไร้ขีดจำกัดกับแอป InnovestX! เข้าถึง 23 ประเทศ 31 ตลาดทั่วโลกได้ง่าย ๆ แค่ปลายนิ้ว เปิดบัญชีลงทุน

 

คลิกเลย! 👉 https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b

 

 

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

 

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5